ตามล่าวิหารศักดิ์สิทธิ์

ผจญภัยในเพตรา (2) ตามล่าวิหารศักดิ์สิทธิ์

The Treasury หรือ คลังมหาสมบัติ จุดไฮไลท์ของนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเพตราที่ชินตาชาวโลก และเป็นฉากจบของ อินเดียน่า โจนส์ภาค 3 เดอะลาสครูเสดนั้น เป็นเพียงประตูทางเข้านครเพตรา หรือ หากดูจากแผนที่นำทางเป็นเพียงจุดแวะพักที่ 4 จาก 15 จุด มีบ้างอาจเดินทางลึกต่อไปเข้าไป แต่น้อยรายที่จะเดินทางไปจนถึงจุดที่ 15 The Monastery หรือวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งเพตรา

มีคำกล่าวเล่นๆสำหรับ ออปชั่นในการซื้อตั๋วว่า 50 ดีนาร์ตั๋วหนึ่งวัน สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป 55 ดีนาร์ตั๋วสองวันสำหรับนักท่องเที่ยวเชิงลึก 60 ดีนาร์ สำหรับนักโบราณคดีที่สนใจลึกซึ้งและคนบ้าเท่านั้น เราตีตั๋วแบบหนึ่งวันแต่วางแผนใช้เวลาเต็มที่ 5 ชั่วโมงเต็มแบบรีบเร่ง ก็ถึงจุดหมายกลับมายังจุดนัดพบได้ตรงเวลาอย่างน่าใจหาย

จากผาสลักประตูคลังมหาสมบัติ เราได้รับข้อเสนอมากมายจากมัคคุเทสก์ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นขี่อูฐชมเมือง ขี่ลาขึ้นไปเพื่อชมมุมสูงของ The Treasury ขี่ลาเพื่อไปพิชิตยอดสูงสูงที่เป็นปลายทางของเส้นทาง มึนงงกับข้อเสนอที่พรั่งพรูจำนวนมาก เราจึงตัดสินใจที่จะเดินเท้าด้วยตนเองกับระยะทางที่เหลือประมาณ 5 กิโลเมตรเพื่อไปถึงเชิงเขาและอีก 1 กิโลในการขึ้นบันไดอีกประมาณ 800 ขั้นเพื่อไปพิชิตเทวสถาน น่าจะเป็นเรื่องไม่ยากสำหรับพวกเรา

จากจุดที่ 4 ทีมนักผจญภัยเดินเท้าแยกย้ายกันเดินหน้าตามเส้นทางหลัก (Main trail) ผ่านหินสลักและถ้ำที่เป็นที่อยู่อาศัย และสุสานของกษัตริย์ ผ่านโรงละครโรมัน (Roman Theatre) ที่สลักที่นั่งกว่า 4,000 ที่เข้าไปในหน้าผาให้ตื่นตาตื่นใจ เจ้าของลาจูงลาฝูงหนึ่งเดินตามมาพร้อมข้อเสนอต่างๆอย่างไม่ลดละ โดยเชื่อว่าอีกสักพักเราน่าจะใจอ่อน แต่ได้เราคำตอบเสียงแข็งจากเราคือ ไม่

ผ่านไปไม่นาน อากาศเริ่มร้อน แสงอาทิตย์เริ่มจัด ขาเริ่มอ่อนแรง ข้อเสนอที่น่าสนใจเริ่มเกิดขึ้นว่า ทดลองขี่ไปส่งแค่เชิงเขาคนละ 5 ดีนาร์ (250 บาท) เอาไหม ลดลงมาจากข้อเสนอแรก คือ 30 ดีนาร์ (1,500 บาท) สำหรับ round trip ขี่ไปถึงยอดและลงมาส่งถึง The Treasury เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจผู้จูงลาเดินตามาตั้งไกล (จริงแล้วถอดใจกับการเดิน) เราจึงเปลี่ยนมาใช้ลาเป็นพาหนะ ซึ่งไม่ยากอย่างที่คิด และดูไม่อันตรายเพราะตัวไม่สูงเหมือนม้า อีกค่อยๆเดินให้เราได้ถ่ายรูปแค่นี้ก็คุ้มราคาแล้ว

ระหว่างอยู่บนหลังลา ข้อเสนอใหม่ๆก็พรั่งพรูมาจากเจ้าของลาอีก เช่น จากเชิงเขาจะต้องเดินเท้าขึ้นไปอีก 800 กว่าขั้น ถ้าเดินเป็นชั่วโมง แต่ถ้านั่งลาแค่ 20 นาที ถามว่าจะอันตรายไหม ก็ได้รับคำตอบว่าเขาขึ้นลงทุกวันแทบจะหลับตาเดินได้ และจะบอกให้ลาเดินช้าๆจะได้ปลอดภัย จะขอลองขึ้นก่อนไม่กี่ขั้นค่อยตัดสินใจได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้ เพราะทางขึ้นลงแคบขึ้นแล้วต้องขึ้นถึงบนสุดจึงกลับได้ พร้อมทั้งข้อเสนอว่า หากนั่งต่อยินดีลดเป็นพิเศษคือเพิ่มอีก 20 ดีนาร์ รวมเป็น 25 ดีนาร์ เท่านั้นสำหรับไปกลับทั้งหมด และบอกว่าเป็นการลดที่มากที่สุดไม่เคยลดให้ใครแล้ว (คาดว่า คนจูงลาน่าจะจบ MBA Marketing) พร้อมยืนยันว่าเป็นวิธีการเดินทางที่ปลอดภัยยิ่ง

อินเดียน่า โจนส์แบบเรา เห็นวิหารศักดิ์สิทธิ์อยู่ปลายทางหน้า เมื่อถึงเชิงเขาแล้วจึงเชื่อใจเจ้าของลาใช้บริการขี่ลาขึ้นเขาแบบปลอดภัยสูงสุดตามคำโฆษณา ลาพอได้คำสั่งจากเจ้าของก็ทะยานขึ้นบันไดหินในทางขึ้นแคบๆพอลาสองตัวสวนทางกันได้ การขี่ลาขึ้นเขามีเทคนิคคือตรงทรงตัวให้สมดุลอย่าเอียงซ้ายเอียงขวา จังหวะขึ้นก็ต้องโน้มตัวไปข้างหน้า ในสองสามนาทีแรกดูช่างเป็นการผจญภัยที่น่าสนุกสนาน หลังจากนั้นได้แต่ภาวนาให้ถึงยอดเขาโดยไว เพราะยิ่งสูงทางยิ่งชัน บางจังหวะก็เป็นทางหักโค้งที่ต้องใช้กำลังและทักษะในการเดิน. บางช่วงซีกซ้ายเป็นเขาซีกขวาเป็นเหวให้หวาดเสียวเล่น ส่วนลาก็ช่างชำนาญราวกับรู้ทางดี ไม่ต้องให้คนบังคับ เดินทะยานขึ้นบันไดไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

กี่นาทีไม่รู้ วิวข้างทางแทบไม่สังเกต เรื่องบันทึกภาพไม่ต้องไปนึกถึง เพราะมือทั้งสองเกาะติดแน่นกับอานลา ใจคอได้แต่ภาวนาให้ถึงสักที ผ่านเนินเขาและหน้าผาไม่รู้กี่ช่วง ก็มาถึงจุดหมาย เป็นพื้นที่กว้างพอประมาณและมีเพิงพักรอคอย คนเลี้ยงลาบอกว่าส่งได้แค่นี้ให้เดินต่ออีกเล็กน้อย ด้วยความงุนงงว่าทำไมจึงไม่ส่งให้ถึงที่ พิเคราะห์แล้วน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการตลาด ที่ให้เดินผ่านร้านเครื่องดื่ม ร้านขายของพื้นเมือง เพราะให้ผู้ร่วมการค้าอื่นๆมีรายได้บ้าง เพราะถ้าลาเดินถึงวิหารร้านค้าต่างๆอาจไม่มีรายได้ ถือเป็นการส่งต่อธุรกิจที่งดงาม

เราเดินต่อขึ้นบันไดทางแคบๆที่มีร้านขายของเก่าแอบอยู่ทางซ้ายมือ สักพักหนึ่งก็มาทะลุที่ยอดสุดของเขาที่เป็นลานกว้าง The Monastery หรือวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นจุดสุดยอดของการเดินทางก็ปรากฏอยู่ข้างหน้า รูปลักษณ์การก่อสร้างเป็นแบบเดียวกับประตูแห่งเพตราหรือคลังสมบัติเพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่า คือกว้าง 47 เมตร และสูง 48.3 เมตร ดูบึกบึนและมีมิติในเชิงลึกมากกว่า แต่ความปราณีตงดงามกลับไม่เท่า The Treasury กล่าวกันว่าสิ่งแกะสลักนี้สร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่สอง หรือประมาณหนึ่งร้อยปีหลังจากคลังสมบัติ ใช้เป็นสุสานบรรจุศพของกษัตริย์แห่งราชวงศ์นาบาเทียน และ เคยใช้ประกอบพิธีทางศาสนาต่างๆ

เราใช้เวลาชื่นชมวิหารพอสมควรแก่เวลา ก็ต้องอำลาจาก โดยอาศัยเจ้าลาตัวเดิมไต่เขาลงมา ซึ่งได้เรียนรู้สัจธรรมของชีวิตว่าขึ้นยากแต่ลงกลับยากกว่า เพราะจังหวะลงต้องโน้มตัวไปข้างหลังตลอดและดูเหมือนลาจะหิวข้าวหรือต้องการทำรอบ จึงทะยานลงด้วยความเร็วผิดปกติ ทำให้ผู้อยู่บนหลังลาได้แต่ภาวนาอย่าให้ก้าวใดก้าวหนึ่งพลาด ใช้เวลาไม่นานก็ลงมาถึงพื้นราบด้วยความโล่งอก

ลาส่งเรา ณ จุดที่เป็นคลังสมบัติ เพื่อส่งต่อธุรกิจรถม้าที่มาตื๊อเราให้นั่งกลับออกไปยังประตูหน้า เราจ่ายเงินค่าขี่ลา พร้อมทั้งถามคนเลี้ยงว่าเขามีลากี่ตัวได้ความว่า มี 4 ตัว แปลว่าหากตัวหนึ่งขี่เอง อีกสามตัวให้ลูกค้า ขึ้นลงรอบหนึ่งก็ได้เกือบห้าพันบาท หากวันละ 2 รอบ ก็ได้หมื่นนึง ขยันทำทุกวัน เดือนละ 300,000 คิดแล้วสมควรลาออกจากงานที่ประเทศไทยมาเลี้ยงลาน่าจะดี

ก่อนเดินจากเพตรา ได้ยินแหม่มสาวคนนึงพูด Good bye Petra
เลยขอส่งเสียงเป็นภาษาไทยบ้าง
ลาแล้วเพตรา กับประสบการณ์ลาที่น่าจดจำ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s