ทศลักษณะวัฒนธรรมทางการเมืองไทย

ข่าวสารประชาสัมพันธ์
ทศลักษณะของวัฒนธรรมทางการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
 
พฤหัสบดี ที่ 7 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2552

 

ทศลักษณะ วัฒนธรรมทางการเมืองในการเลือกตั้งไทย
รศ. สมชัย ศรีสุทธิยากร
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กรรมการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย
และผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อการเลือกตั้ง (PNET)
 
              การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในประเทศไทยในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐  นับเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ ๒๕  นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหากจะนับจากการเลือกตั้งครั้งแรกที่มีขึ้นเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๔๗๖ มาถึงปีปัจจุบัน เป็นเวลา ๗๔ ปี มีการเลือกตั้งทั่วไป ๒๕ ครั้ง  เฉลี่ยประมาณ ๓ ปีต่อครั้ง โดยมีการคั่นกลางของการทำรัฐประหารและปกครองโดยรัฐบาลทหาร  ถึง ๑๒ ครั้ง   ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของไทยต้องเริ่มต้นด้วยการร่างรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาล บริหารประเทศ มีปัญหาทุจรติคอรัปชั่น ยึดอำนาจรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เลือกตั้งใหม่ จะสิ้นสุดลงเมื่อใด โดยหลายฝ่ายเชื่อว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาคือ การเลือกตั้ง นั่นคือ หากมีการเลือกตั้งที่ดี สุจริตเที่ยงธรรม ก็จะได้นักการเมืองที่ดีมีความสามารถมาบริหารปกครองประเทศด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต  ความจำเป็นที่ต้องใช้กำลังทหารเพื่อล้มล้างการปกครองก็จะสิ้นไป  โดยพื้นฐานสำคัญ คือประชาชนต้องมีวัฒนธรรมทางการเมืองในเรื่องการเลือกตั้งที่ส่งเสริมให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์และเที่ยงธรรม

 

 
 

                 คำถามสำคัญ คือ วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเป็นอย่างไร วัฒนธรรมดังกล่าวเป็นข้อดีหรือเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการเลือกตั้ง และสมควรมีแนวทางในการส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมที่เป็นประโยชน์ เอื้อต่อการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมได้อย่างไร โดยบทความที่จะนำเสนอนี้มาจากประสบการณ์ทางการเมืองโดยตรงที่ผู้นำเสนอเกี่ยวข้องในฐานะองค์กรเอกชนที่บทบาทในการสอดส่องดูแลการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องมานับแต่ปี ๒๕๓๕  ซึ่งทำให้มีส่วนในการได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางวิธีการคิดของประชาชนและนักการเมือง  ตลอดจนกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  ในตลอดระยะเวลา ๑๕ ปีที่ผ่านมา   อย่างไรก็ตาม ข้อคิดเห็นดังกล่าว เป็นเพียงข้อนำเสนอเบื้องต้น (Proposition) ซึ่งต้องการอภิปรายถกเถียง และการตรวจสอบความคิดอีกมาก  และจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากมีการนำไปใช้เป็นจุดเริ่มต้นของความพยายามปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยให้เอื้อประโยชน์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

                วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเป็นอย่างไร
                ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งทุกครั้ง คือการที่ฝ่ายการเมืองมุ่งให้เกิดผลชัยชนะในการเลือกตั้งเพื่อการจัดตั้งรัฐบาล  ดังนั้น  ความพยายามทุกวิธีการ ทั้งในวิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การแนะนำตัว การปราศรัยหาเสียง  การติดโปสเตอร์ คัทเอาท์แนะนำตัว  และการนำเสนอนโยบายของพรรค และวิธีการที่ผิดกฎหมาย เช่น การใช้เงินซื้อเสียง  การแจกของ การจัดเลี้ยง สัญญาว่าจะให้ การใช้อิทธิพลข่มขู่เพื่อโน้มน้าวจูงใจ  การวางตัวไม่เป็นกลางของเจ้าหน้าที่ราชการ  หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง   การทำผิดกฎหมายดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเลือกตั้งทุกครั้ง    จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ปกติของการเลือกตั้งในประเทศไทย  ซึ่งก็มักจะโทษกันไปมาว่า  มาจากนักการเมืองเป็นผู้เริ่มต้นเสนอประโยชน์  หรือมาจากการที่ประชาชนเป็นผู้เรียกร้องผลประโยชน์จากนักการเมือง  หรือเป็นผลมาจากวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบอุปถัมภ์ (Patronage System)  ที่ประชาชนมีความเคยชินกับการรับ  ขาดการมีส่วนร่วมในฐานะการเป็นเจ้าของ และมองการได้รับผลประโยชน์เมื่อมีการเลือกตั้งเป็นเรื่องปกติธรรมดา  ซึ่งหากจะวิเคราะห์แยกแยะถึงพฤติกรรมที่เป็นตัวสะท้อนวัฒนธรรมทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งของไทยในช่วงระยะเวลาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน มีประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ๑๐ ประการ ดังนี้

              ๑.   ระบบอุปถัมภ์ ระหว่างนักการเมืองกับประชาชน   ความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับประชาชนเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะความช่วยเหลือเกื้อกูล  ทั้งนี้ เนื่องจากประชาชนรากหญ้ามักเป็นผู้ไร้สิทธิ์ ไม่ได้รับการบริการที่ดีจากรัฐ ไม่มีโอกาสในการได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่เพียงพอจากรัฐ  การเข้าถึงการบริการต่าง ๆ เช่น  การศึกษา การรักษาพยาบาล  เป็นสิ่งที่รัฐยังไม่สามารถจัดการได้ อย่างทั่วถึงและพอเพียง   ในขณะที่นักการเมืองเป็นผู้มีสถานะเป็นที่ยอมรับในสังคม สามารถเติมเต็มตามความต้องการต่าง ๆ ที่ขาดไปของประชาชนได้  เช่น สามารถเจรจากับตำรวจในกรณีที่ประชาชนมีความเดือดร้อนในด้านคดีความจนสามารถผ่อนหนักเป็นเบา  สามารถฝากลูกเข้าโรงเรียนในกรณีที่มีการแข่งขันสูงและไม่มีโอกาสได้หากแข่งกันอย่างเท่าเทียม   สามารถฝากเข้าทำงาน สามารถเจรจากับทางราชการในฐานะนักการเมือง  ซึ่งแน่นอนว่าย่อมได้รับความเกรงใจจากเจ้าหน้าที่ของรัฐมากกว่ากรณีที่ประชาชนไปติดต่อด้วยตนเอง  เป็นต้น  การอุปถัมภ์ค้ำชู ยังหมายรวมถึง การช่วยเหลือทางการเงินในรูปเงินกู้ เงินยืมเมื่อมีปัญหา เพราะนักการเมืองมักจะเป็นผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคง  โดยอาจเป็นนักธุรกิจ เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง เป็นผู้ประมูลงานต่าง ๆ ในท้องถิ่น  การหยิบยืมเงินในหลักพันหลักหมื่นไม่ใช่จำนวนมากในสายตานักการเมือง  แต่เป็นหนี้บุญคุณที่ใหญ่หลวงสำหรับประชาชน  ที่ถือว่าเป็นการอุปถัมภ์ค้ำชู และพร้อมตอบแทนให้การสนับสนุนด้วยคะแนนเสียงของตนเองและครอบครัว
 
              ๒. การมองประโยชน์เฉพาะหน้า มองการเลือกตั้งเป็นโอกาสของการได้รับรายได้ที่เพิ่มขึ้น
ประชาชนจำนวนหนึ่งมีทัศนคติว่า  การเลือกตั้งเป็นเทศกาลของการได้รับผลประโยชน์จากผู้สมัคร  หรือพรรคการเมือง  โดยเห็นว่าคะแนนเสียงที่จะลงให้แก่นักการเมือง หรือพรรคการเมือง เป็นสินค้าอย่างหนึ่งที่ต้องมีการซื้อขายแลกเปลี่ยน  เห็นการเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งและลงคะแนนเป็นต้นทุที่นักการเมืองต้องเป็นผู้จ่าย   ดังนั้น  คำกล่าวที่ว่า “เงินไม่มา กาไม่เป็น” จึงเป็นคำพูดที่เปรียบเปรยถึงพฤติกรรมที่ไม่ใส่ใจต่อการออกไปใช้สิทธิ์  จนกว่าจะได้รับผลประโยชน์ที่คุ้มค่ากับการเดินทาง  หรือคุ้มกับค่าของเวลาที่เสียไปหากต้องไปใช้สิทธิ์  จนกลายเป็นสูตรของนักการเมืองที่เคยชินกับการใช้เงินเพื่อซื้อเสียงว่า  หากคำนวณได้ว่าคะแนนเสียงที่ต้องการให้ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้งเป็นเท่าไร  ก็ต้องมีการจ่ายเงินซื้อเสียงออกไปเป็นจำนวน ๓ เท่าของจำนวนดังกล่าว  ยกตัวอย่างเช่น ในเขตเลือกตั้งที่แบ่งเขตแบบเขตเดียวเบอร์เดียวในอดีต  หากประมาณการว่า ต้องการ ๒๐,๐๐๐ เสียง และจำนวนเงินที่ต้องใช้จ่ายให้คือหัวละ ๒๐๐ บาท  ก็ต้องเตรียมเงินอย่างน้อย ๑๒ ล้านบาท ในการจ่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่  ดังนั้น  ตัวเลข ๒๐ ล้านบาทต่อผู้สมัคร ๑ ราย ใน ๑ เขตเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว จึงเป็นค่าใช้จ่ายปกติที่สามารถคำนวณได้   ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงพื้นที่ที่มีการแข่งขันแบบรุนแรง แพ้ไม่ได้  ซึ่งอาจมีตัวเลขค่าใช้จ่ายที่สูงยิ่งขึ้นกว่านี้  ดังนั้น  สำหรับการเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ หากจะให้ประมาณการอย่างต่ำที่สุด  ในกรณีที่ ๑  เขตเลือกตั้งมีคู่แข่งขันจริงจังเพียง ๒ พรรค  จะมีเงินใช้จ่ายเพื่อจูงใจประชาชนไปเลือกตั้งไม่ต่ำกว่า ๑๖ ล้านบาท ในการเลือกตั้งครั้งนี้

              ๓.  การรับเงินแล้วต้องลงคะแนนเลือกคนที่นำเงินมาให้  การณรงค์อย่างหนึ่งของทางราชการในอดีต คือการชี้ว่า การรับเงินไม่ผิด  แต่การเรียกรับเป็นความผิด  โดยมีฐานคิดว่า การแจกเงินเป็นสิ่งที่ควบคู่กับการเลือกตั้ง  และการไปบังคับให้ประชาชนไม่รับคงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก  ดังนั้น จึงรณรงค์ในแนวคิดว่า  ให้รับเงินได้  แต่ไม่จำเป็นต้องเลือกคนที่นำเงินมาให้  เนื่องจากการลงคะแนนในคูหาเลือกตั้งเป็นความลับ ไม่มีใครล่วงรู้ถึงการลงคะแนนของตนได้ หรือรณรงค์ให้เห็นว่า คนที่ใช้เงินเป็นคนไม่ดี   มีเจตนาถอนทุนคืน  ให้รับเงินได้แต่ไม่ควรเลือก เป็นต้น   กระบวนการเหล่านี้ เป็นวิธีการที่ทางราชการใช้แล้วไม่ได้ผล  เนื่องจากค่านิยมของประชาชน คือ เมื่อรับเงินแล้วต้องลงคะแนนให้แก่คนที่นำเงินมาให้  หากรับเงินแล้วไม่เลือก ก็ไม่สามารถสู้หน้าหัวคะแนน หรือผู้นำเงินมาให้ได้อย่างสนิทใจ   ในขณะเดียวกัน การที่กำหนดให้นับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง  หรือการนับคะแนนรวมที่เขต  ก็เป็นกลไกสำคัญที่ใช้ในการตรวจสอบได้ว่า เงินที่ถูกใช้ไปในการซื้อคะแนนเสียงในพื้นที่เป็นการทำงานของหัวคะแนนที่ได้ผลหรือไม่  โดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้กำหนดวิธีการที่ให้นับคะแนนรวมที่เขตเพื่อแก้ไขปัญหาการตรวจสอบคะแนนเสียงของหัวคะแนน แต่ก็ได้ก่อให้เกิดความยุ่งยากในการจัดการ  ผลการนับคะแนนล่าล่าช้า และเป็นที่น่าเสียดายว่า  รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐  ฉบับปัจจุบัน ได้กำหนดให้กลับมานับคะแนนที่หน่วยอีก  เพื่อลดปัญหาความยุ้งยากในการนับรวมที่เขต  ซึ่งจะทำให้ปัญหาการตรวจสอบคะแนนซื้อเสียงและคะแนนจัดตั้งของหัวคะแนนและพรรคการเมืองต่าง ๆ ทำได้โดยง่าย  เป็นการแก้ปัญหาที่ได้ไม่คุ้มเสีย  เพราะจะเป็นกลไกที่ส่งเสริมให้เกิดการตรวจสอบความสำเร็จของการซื้อเสียงในพื้นที่ได้  และทำให้หัวคะแนนต่างต้องมุ่งทำงานให้ได้ผล  เพราะผู้สมัครสามารถตรวจสอบคะแนนรายหน่วย กับเงินที่จ่ายไปให้แก่หัวคะแนนได้อย่างเป็นระบบ  และสามารถคาดการณ์ได้ว่า หลังการเลือกตั้ง จะมีการตามเช็คบิลหัวคะแนนต่าง ๆ หากคะแนนไม่เป็นไปตามเป้า

             ๔.   ความเกรงอกเกรงใจในการตกปากรับคำกับคนรู้จัก แล้วไม่อยากให้เสียคำพูด  ลักษณะนิสัยอย่างหนึ่งของคนไทยคือ การรักษาคำพูดหรือการรักษาคำมั่นสัญญาที่เคยตกปากรับคำไว้ หรือเมื่อรับปากกับใครก่อนแล้วก็จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง   ดังนั้น นักการเมืองที่เข้าถึงประชาชนก่อนไม่ว่าจะเป็นเข้าถึงด้วยตนเอง หรือผ่านกลไกของหัวคะแนน ซึ่งเป็นคนที่รู้จักมักคุ้นกับประชาชนในพื้นที่ แล้วสามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบ  ถึงแม้ว่าต่อมาจะมีผู้ที่มีความรู้ความสามารถมากกว่า ประสบการณ์สูงกว่า หรือพรรคที่สังกัดมีนโยบายที่น่าสนใจกว่าก็ตาม  ทั้งนี้ เนื่องจากความเกรงอกเกรงใจที่ตกปากรับคำมาแล้ว

             ๕.   การเลือกคนที่รู้จัก หรือมีความสนิทสนม มากกว่าการสนใจในนโยบาย   ในการเลือกตั้งแทบทุกครั้งที่ผ่านมาของประเทศไทย  การเสนอนโยบายของพรรคการเมืองยังขาดความเป็นรูปธรรม ไกลตัวจากประชาชน  มีความใกล้เคียงคล้ายคลึงจนประชาชนไม่เห็นความแตกต่างในด้านนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง   นอกจากนี้ ประชาชนยังมีความสนใจในสิ่งที่มีลักษณะเป็นโครงการหรือกิจกรรมเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับตนเองมากกว่าจะสนใจนโยบายกว้าง ๆ ที่ครอบคลุมทุก ๆ ด้าน  ดังนั้น  เมื่อนโยบาย เป็นสิ่งที่ไกลตัวและยากที่จะทำความเข้าใจ  อิทธิพลจากความรู้จักมักคุ้น เป็นคนในพื้นที่ พูดภาษาเดียวกัน  เคยพบหน้าค่าตา  หรือการรู้จักเทือกเถาเหล่ากอ  รู้จักบ้านผู้สมัครซึ่งวันหน้าวันหลังยังจะไปขอความช่วยเหลือไหว้วานในเรื่องต่าง ๆ ได้  จะเป็นปัจจัยที่ประชาชนนำมาใช้ในการตัดสินใจเลือกมากกว่าสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น นโยบายของพรรคการเมือง

             ๖.  แม้การตัดสินใจจะพิจารณาจากนโยบาย แต่การรับเงินก็ยังเป็นสิ่งปกติของการเลือกตั้ง  จากการติดตามพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชน พบว่า ในการเลือกตั้งครั้งหลัง ๆ  นับตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ ๒๒ เมื่อวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔  ประชาชนเริ่มให้ความสำคัญต่อนโยบายของพรรคการเมืองมากขึ้น เนื่องจากพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ ภายใต้การนำของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร  ได้มีการเสนอนโยบายที่มีความเป็นรูปธรรม  และใช้หลักการตลาด  หลักการประชาสัมพันธ์สมัยใหม่ควบคู่ไปกับการหาเสียงเลือกตั้ง   นโยบายที่ยาก ถูกเปลี่ยนเป็นคำขวัญที่เป็นรูปธรรมและจดจำง่าย  เช่น ๓๐ บาทรักษาทุกโรค  หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ กองทุนหมู่บ้าน  เป็นต้น   นอกจากนี้ ในช่วงของการบริหารงาน ๕ ปีของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มีการถ่ายทอดนำนโยบายดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติจริงผ่านกลไกการปฏิรูประบบราชการ  และการทำงานแบบบูรณาการในระดับจังหวัดที่ประชาชนคุ้นเคยกันในคำว่า ผู้ว่า ซีอีโอ ทำให้ประชาชนเห็นถึงผลที่เกิดขึ้น และสามารถเชื่อมโยงระหว่างการตัดสินใจเลือกตั้งกับนโยบายของพรรคได้  แม้ว่าอาจยังติดกับภาพลักษณ์กับตัวผู้นำพรรคการเมืองอยู่ค่อนข้างมาก  แต่ก็ถือได้ว่าเป็นพัฒนาทางการเมืองที่ดีขึ้น  อย่างไรก็ตาม การใช้เงินเลือกตั้งจากนักการเมือง การเรียกรับเงิน ๑๐๐ – ๒๐๐ บาท จากประชาชนในพื้นที่ยากจน ก็ยังเป็นภาวะปกติของการเลือกตั้ง   ที่ประชาชนเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นโอกาสหนึ่งที่จะทำให้มีเงินเล็ก ๆ น้อยๆ จากผู้สมัครหรือหัวคะแนนในพื้นที่  โดยไม่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ผิดแต่อย่างใด

              ๗.  เลือกนักการเมืองที่ไม่ดี แต่ให้ประโยชน์ ดีกว่าเลือกตั้งการเมืองที่ดีแต่ไม่เคยให้ประโยชน์   ทัศนคติที่สำรวจได้จากการพูดคุยกับชาวบ้านในระดับพื้นที่อีกประการหนึ่ง คือ การที่นักการเมืองได้ให้ประโยชน์แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง  ทั้งในลักษณะการช่วยเหลือส่วนบุคคลเมื่อมีปัญหาเดือดร้อน เป็นสิ่งที่ชาวบ้านรู้สึกว่าเป็นคุณสมบัติของนักการเมืองที่สมควรลงคะแนนให้  โดยไม่ใส่ใจว่านักการเมืองผู้นั้นจะมีผลงานในสภาในช่วงที่เป็น ส.ส. หรือไม่    และไม่ใส่ใจว่า นักการเมืองผู้นั้น่จะมีปัญหาในด้านทุจริต โกงกิน แต่อย่างใด เพราะข่าวสารดังกล่าวเป็นข่าวสารที่เกิดขึ้นในส่วนกลาง  ไม่สามารถลงไปถึงในระดับพื้นที่ได้   ดังนั้น  กิจกรรมในลักษณะเอื้อประโยชน์แก่ประชาชน เช่น การไปช่วยเหลือในงานบวช  งานแต่ง เป็นเจ้าภาพในงานศพ งานบุญ งานสารท การช่วยเหลือรถขนส่ง รถตักดิน การให้หยิบยืมเต็นท์  และเครื่องมือเครื่องใช้ที่ชาวบ้านไม่มี  จึงเป็นกิจรรมพื้นฐานที่นักการเมืองซึ่งหวังผลในเชิงคะแนนเสียงต้องทำอย่างต่อเนื่อง  ไม่ใช่เฉพาะในหน้าเลือกตั้งเท่านั้น  นอกจากนี้ในช่วงการเลือกตั้ง ยังมีพฤติกรรมที่ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่สามารถเอาผิดได้อีก คือ การอำนวยความสะดวกให้แก่คนต่างจังหวัดที่มาทำงานในเมืองหลวง เดินทางกลับบ้านเพื่อไปเลือกตั้งโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น ติดต่อกับคิวรถตู้ที่มีอยู่มากมายในกรุงเทพมหานคร ให้ขนคนกลับบ้าน  โดยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด  ซึ่งแน่นอนว่าประชาชนย่อมถือเป็นโอกาสที่จะได้กลับไปเยี่ยมญาติพี่น้องพร้อมไปกับการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง  และไม่ใช้เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงหากจะเลือกผู้สมัครที่ช่วยออกค่ารถและอาจจะมีเงินติดกระเป๋าเล็กๆ น้อยๆ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ   ซึ่งชาวบ้านเปรียบเทียบให้ฟังว่า เลือกคนที่ไม่ดีแต่ให้ประโยชน์ ก็ยังดีกว่าเลือกคนดี แต่ไม่เคยเสนอหน้ามาให้เห็น

               ๘.   ความสนใจในการติดตามข่าวสารการเมืองอยู่ในขอบเขตที่แคบ  การสนใจติดตามข่าวสารทางการเมืองของประชาชนมีทั้งช่องทางที่เป็นทางการผ่านสื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เคเบิ้ลทีวี  วิทยุชุมชน หอกระจายข่าว  และช่องทางที่ไม่เป็นทางการ เช่น การจับกลุ่มพูดคุยตามแหล่งชุมชน ร้านค้า ร้านกาแฟ วัด และตามบ้านเรือนของประชาชนเอง พบว่า โทรทัศน์เป็นสื่อที่เข้าถึงง่ายที่สุดเพราะมีลักษณะรวดเร็วทันที และมีทั้งภาพและเสียง ประกอบกับในปัจจุบัน มีการแข่งขันในด้านการเสนอรายการด้านข่าวและรายการสนทนาปัญหาบ้านเมืองจากสถานีช่องต่างๆ จำนวนมาก  เช่นเดียวกับวิทยุที่แม้ว่ารายการส่วนใหญ่เกี่ยวกับข่าวสารจะเป็นสถานีวิทยุที่ออกกระจายเสียงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร  แต่การเชื่อมโยงสัญญาณไปยังสถานีท้องถิ่น และวิทยุชุมชนมีมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม ความสนใจในด้านข่าวสารการเมืองก็ยังอยู่ในภาวะจำกัด  เนื่องจากรายการข่าว หรือรายการที่ให้เนื้อหาสาระ ยังต้องแข่งขันกับรายการบันเทิง ซึ่งได้รับความนิยมจากประชาชนมากกว่า  ในขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ มีการรายงานข่าวที่ช้ากว่า แต่จะเป็นประเด็นในการถกเถียงในสภากาแฟมากกว่า  ส่วนเคเบิ้ลทีวี เป็นสื่อที่จำกัดผู้ชมที่ต้องมีฐานะในระดับหนึ่งหรือจำกัดอยู่ในสังคมเมือง  แต่ก็เป็นสื่อที่เข้าถึงอารมณ์ทางการเมือง ในขณะที่วิทยุชุมชนมีลักษณะการเสนอข่าวสารที่ไม่จำกัดตนเอง  เช่นเดียวกับเคเบิ้ลทีวี แต่ก็มีรัศมีของการเผยแพร่กระจ่ายข่าวสารข้อมูลได้ในวงจำกัด   ส่วนหอกระจายข่าวแทบจะไม่ต้องพูดถึงมาก  เพราะจะเป็นการประกาศและถ่ายทอดข่าวจากทางราชการเสียเป็นส่วนใหญ่
 การสนใจติดตามข่าวสารในช่องทางที่ไม่เป็นทางการ เช่น การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของประชาชนตามบ้านเรือน แหล่งชุมชน ร้านค้า ร้านกาแฟ มีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่  ขึ้นอยู่กับระดับความสนใจและระดับความตื่นตัวทางการเมืองและการกล้าแสดงออกของบุคคลที่ไม่เหมือนกัน    เช่น คนในภาคใต้จะมีวัฒนธรรมของการถกเถียงแดสงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างเปิดเผยมากกว่าภาคอื่น ๆ   การจับกลุ่มคุยเรื่องราวทางการเมืองที่เกิดขึ้นในรอบวันที่ผ่านมา  จะปรากฏตามร้านค้า ร้านกาแฟยามเช้า ซึ่งนำไปสู่การได้รับข่าวสารทางการเมืองและมีความเข้าใจทางการเมืองเพิ่มขึ้น ในขณะที่ในพื้นที่อื่น ๆ การพูดคุยประเด็นทางการเมืองอาจมีความระมัดระวังสูงกว่า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองที่มีอำนาจ  ผู้ปกครองประเทศ ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น  ทั้งนี้ เพราะความไม่แน่ใจว่ากลุ่มที่ร่วมสนทนาเป็นภัยต่อตนเองหรือครอบครัว หรือเป็นผลเสียต่อธุรกิจการงานของตนได้  สภาพดังกล่าวเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ ไม่เว้นแม้กระทั่งกรุงเทพมหานคร

              ๙.  การเมืองเป็นเรื่องไกลตัว เมื่อเลือกผู้แทนแล้ว การทำการเมืองเป็นเรื่องของผู้แทน ไม่ใช้เรื่องของชาวบ้าน   วัฒนธรรมทางการเมืองแบบเพิกเฉย  โดยประชาชนจะสนใจมีส่วนร่วมทางการเมืองเฉพาะในวันเลือกตั้ง  หลังจากการเลือกตั้ง กิจกรรมทางการเมืองต่าง ๆ ถูกจำกัดในขอบเขตของนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเท่านั้น  เช่น การออกกฎหมาย การพิจารณางบประมาณ การตั้งกระทู้ถาม  โดยประชาชนเห็นว่าเป็นหน้าที่ที่มอบหมายไปให้แก่ผู้แทนราษฎรแล้ว   ดังนั้น นโยบายสาธารณะต่างๆ ที่ออกมา จึงเป็นนโยบายที่มาจากกลุ่มชนชั้นสูง (Elite) ในสังคม  ได้แก้กลุ่มนักการเมือง นักธุรกิจ ข้าราชการระดับสูง  มากกว่าที่จะเป็นนโยบายที่มาจากการนำเสนอจากประชาชนรากหญ้า  โดยอาจมีบ้างที่ประชาชนมีการรวมตัวรวมกลุ่มเพื่อปกป้องประโยชน์ เช่น ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวข้องกับที่ทำกิน  หรือราคาผลิตผลทางการเกษตร  แต่ก็เป็นประเด็นเฉพาะครั้ง  และผ่านกระบวนการกำกับตรวจสอบการทำงานฝ่ายการเมืองที่เกิดขึ้นจากซีกของประชาชนแทบเป็นศูนย์   ไม่มีการติดตามการทำงานของผู้แทนราษฎรในพื้นที่   ไม่มีความสนใจว่าผู้แทนที่เข้าไปทำหน้าที่ในสภา จะมีการอภิปรายในเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์สักกี่ครั้ง       จะมีการตั้งกระทู้ถามถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนสักกี่รอบ  หรือแสดงยุดยืนในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนมากหรือน้อยเพียงไร  ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้แทนกับประชาชนเป็นความสัมพันธ์ทางการเมืองเฉพาะในช่วงการเลือกตั้งเท่านั้น   

               ๑๐.  การมีส่วนร่วมทางการเมืองอยู่ในระดับจำกัด   ในประการสุดท้ายของวัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชนไทยกับการเลือกตั้ง คือ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนยังอยู่ในระดับจำกัด   การร่วมมือในการสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง การแจ้งเบาะแส  ร่วมมือในการเป็นพยานเพ่อเอาผิดกับนักการเมืองที่ทุจริต  เป็นสิ่งที่พบเห็นได้น้อยมากในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง  โดยการสะท้อนถึงความเอาจริงเอาจังมากที่สุดจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ ๑๙ เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๑๕๓๕  หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ  ซึ่งนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการองค์กรกลางการเลือกตั้ง ทำหน้าที่สอดส่องดูแลการเลือกตั้งคู่ขนานไปกับการจัดการเลือกตั้งของกระทรวงมหาดไทย   และการเลือกตั้งวุฒิสภา เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๓  ซึ่งเป็นการเลือกตั้งวุฒิสภาครั้งแรกของไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐  และเป็นการทำงานครั้งแรกของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งทั้งสองครั้งที่กล่าวมา  ประชาชนให้ความสนใจและมีส่วนร่วมทางการเมืองค่อนข้างมาก   ทั้งในด้านการแจ้งเบาะแส การเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง  ไปจนถึงการกล้าอาสาเป็นพยานในการเอาผิดนักการเมืองที่ทุจริต  แต่หากพิจารณาถึงปรากฏการณ์การมีส่วนร่วมที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน  มีลักษณะที่ถอยหลังลง  โดยการร้องเรียนต่าง ๆที่มีถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งจะเป็นการร้องเรียนแบบบัตรสนเท่ห์   ไม่มีการแจ้งชื่อที่อยู่เพื่อการติดต่อกลับ   ไม่พร้อม หรือไม่ร่วมมือในการเป็นพยาน   การร้องเรียนส่วนใหญ่เป็นการเตรียมการโดยฝ่ายการเมืองที่มุ่งเอาผิดต่อฝ่ายตรงข้าม  มากกว่าที่จะมาจากความตื่นตัวของประชาชน  ซึ่งอาจเป็นผลมาจากท่าทีในการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดที่สอง ที่ไม่สามารถสร้างความเชื่อถือศรัทธาให้แก่ประชาชน จนประชาชนขาดความไว้วางใจในการให้ความร่วมมือแจ้งเบาะแส  เพราะเกรงกลัวว่าข้อมูลที่แจ้งจะไม่เป็นความลับ และนำไปสู่อันตรายต่อตนเองหรือครอบครัวได้  ดังนั้น วัฒนธรรมแบบนิ่งเฉย พูดไปสองไพเบี้ย  นิ่งเสียตำลึงทอง จึงยังเป็นด้านหลักของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนไทยในการเลือกตั้งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

บทสรุป
          เรื่องของวัฒนธรรมแยกไม่ออกจากวิถีชีวิตความเป็นอยู่ สภาพสังคม  สภาพเศรษฐกิจและการอบรมกล่อมเกลาทางสังคมที่ผ่านมาตลอดชีวิต  ในเมื่อสังคมไทยยังเป็นสังคมอุปถัมภ์ ประชาชนขาดความเท่าเทียม ต้องพึ่งพาอาศัยผู้มีสถานะทางสังคมที่สูงกว่า  คนมีเงินสามารถใช้เงินให้เกิดประโยชน์ในด้านความนิยมให้แก่ตนเองได้  และวิถีชีวิตที่มุ่งประโยชน์เฉพาะตน ประโยชน์เฉพาะหน้า จึงเป็นการยากที่จะเห็นวัฒนธรรมทางการเมืองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่สอดรับกับแนวคิดการปกครองแบบประชาธิปไตย ยากที่มุ่งหวังให้ไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในช่วงระยะเวลาอันใกล้   ยากที่จะให้ประชาชนมีความตื่นตัวลุกขึ้นมาตรวจสอบนักการเมือง พรรคการเมือง  โดยคงยังปล่อยให้การเมืองอยู่ในวังวนแห่งอำนาจ  เป็นสมบัติผลัดกันชม ระหว่างนักการเมืองซึ่งเป็นชนชั้นสูงในสังคมเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม  ผู้เขียนหวังว่า การสะท้อนถึง ทศลักษณะที่เป็นจริงของวัฒนธรรมทางการเมืองในด้านการเลือกตั้ง จะมีส่วนช่วยให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้นำไปเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนต่อไปในอนาคต และเมื่อถึงวันนั้น สังคมไทย การเมืองไทย คงดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s