Scenario Analysis การวิเคราะห์ภาพอนาคต

ในการวางวิสัยทัศน์ และการกำหนดกลยุทธ์ขององค์การ  มีเทคนิคการบริหารอย่างหนึ่งที่เรียกว่าการวิเคราะห์ภาพอนาคต หรือ บางคนเรียกซะหรูว่า ทัศนภาพ  เป็นการคาดการณ์ถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นในในอนาคต  เพื่อการเตรียมการในการรองรับอย่างเหมาะสม  เพราะถ้ามองผิด นึกว่า “เอาอยู่” แต่พอถึงเวลาจริง “เอาไม่อยู่” ก็จะเป็นเรื่องเสียหายมากมาย ลามปามถึงเครดิตของคนวิเคราะห์ด้วย  

การวิเคราะห์ภาพอนาคต  ต้องมองทั้งด้านที่เลวร้ายสุดของสถานการณ์ (Worst Case Scenario) และด้านที่ดีที่สุดของสถานการณ์ (Best Case Scenario) เมื่อเห็นสองภาพดังกล่าวอย่างชัดเจนแล้ว  จึง ค่อยๆมาพิจารณาว่าภาพที่เป็นไปได้มากที่สุดในสถานการณ์ข้างหน้า (Possibility Case Scenario) จะเป็นเช่นใด

การมองแต่ภาพที่ดีที่สุดภาพเดียว  จะทำให้เราประมาทสถานการณ์ไม่เตรียมตัวตั้งรับได้ดีพอ  เมื่อเกิดเหตุการณ์จริงก็จะเกิดความเสียหาย  เช่น  ประเมินว่ายังไงน้ำก็ไม่ท่วมถึงบ้านเราแน่  ก็นอนดูข่าวชาวบ้านเขาน้ำท่วมอย่างเพลิดเพลิน  ลืมเตรียมการเก็บข้าวเก็บของ  พอน้ำมาจริงก็เหลือแต่เสื้อผ้าชุดเดียว  

ในขณะที่หากมองภาพที่เลวร้ายสุดแต่เพียงอย่างเดียว  ก็จะเกิดความวิตกกังวล สติแตก เกินเหตุ  อาจสิ้นเปลืองงบประมาณ สิ้นเปลืองทรัพยากรในการตั้งรับเกินความจำเป็น  เช่น  ประเมินว่ากรุงเทพจะจมน้ำ ก็รีบขายบ้านขายช่องย้ายสำมะโนไปอยู่ที่ราบสูงในอีสาน   เป็นต้น

ความไม่ประมาท มีสติ และมองปัญหาอย่างรอบด้าน จึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในด้านความแม่นตรงของการวิเคราะห์ภาพอนาคต และมีผลต่อการเตรียมการจะรับหรือจะรุกอย่างเหมาะสม

สามีภรรยา ข้าวใหม่ปลามัน คู่หนึ่ง เพิ่งย้ายเข้าไปครองชีวิตคู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง

โดยมีเพื่อนบ้านที่ลึกลับ ปิดบ้านเงียบ ไม่แสดงตัวต่อผู้คน

ระหว่างพักผ่อนด้วยการซ้อมไดรฟ์เล่น  ลูกกอล์ฟวิ่งตรงผ่านกระจกหน้าต่างของเพื่อนบ้าน ไปโดนของอะไรบางอย่างในบ้านแตกดังโพละ

ด้วยความรับผิดชอบ  คู่หวานแหววดังกล่าวจึงไปกดกริ่งบ้านที่เสียหาย

ชายร่างยักษ์เดินออกมาจากบ้าน ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม  สร้างความประหลาดใจแก่คู่สามีภรรยา

“ผมมาขอโทษ ที่ทำของคุณเสียหาย ผมยินดีชดใช้”  ผู้เป็นสามีกล่าว

“ผมสิที่ต้องขอบคุณคุณเป็นพิเศษ”  ชายร่างยักษ์กล่าว ซึ่งยิ่งทำให้เกิดเกิดความประหลาดใจมากขึ้น

“ผมติดอยู่ในตะเกียง มานับพันปี  ดีที่ลูกกอล์ฟของคุณทำตะเกียงแตก ผมถึงหลุดออกมาได้  เอาละ เมื่อคุณทั้งสองช่วยปลดปล่อยผม  ผมจะให้พรคุณ 3 ประการ   พวกคุณอยากได้อะไรบ้างล่ะ”  ชายร่างยักษ์แสดงตนเป็นจินนี่ ที่หลุดออกมาจากตะเกียงวิเศษ

“ข้อแรก เราอยากมีเงินสัก 10 ล้าน”

“ได้เลย  พรุ่งนี้ เจ้าเอาสมุดบัญชีของเจ้าไปอัพที่ธนาคาร เจ้าจะเห็นตัวเลข 10 ล้านปรากฏในสมุดบัญชี”

“ข้อสอง  ขอทองคำแท่งสัก 10 ไห  ได้ไหม”

“ได้เลย  พรุ่งนี้ เจ้าจงเอาเครื่องมือขุดดินมาขุดดินในสนามบ้านเจ้า จะพบทองคำฝังอยู่สิบไห”

“ข้อสาม  ขอให้เราทั้งสองมีชีวิตยืนยาว สักร้อยปี จะได้ใช้สมบัติกันอย่างเพลิดเพลิน”

“ได้เลย  นับแต่นี้ไปพวกเจ้าทั้งคู่จะมีชีวิตยืนยาวถึงหนึ่งร้อยปี”

“ขอบคุณท่านจินนี่มาก ที่ทำให้เราสมปรารถนามากมาย  พวกเราอยากตอบแทนท่านบ้าง  มีอะไรอยากให้ช่วยบ้าง”

ยักษ์จินนี่ ตอบแบบเอียงอาย  “เราเองก็ติดค้างอยู่ในตะเกียงนับพันปี ไม่มีโอกาสได้สัมผัสสตรีใดเลย  หากท่านจะกรุณา   ให้ภรรยาของท่านอยู่กับเราสักครั้ง  เพียงครั้งเดียวและเราก็จะกลายเป็นควันกลับไปยังดินแดนอมตะของเรา  และเรื่องนี้ก็จะเป็นความลับตลอดกาล”

สองสามีภรรยา ปรึกษากัน  ก็เข้าใจในสถานการณ์  ประเมินถึงสิ่งที่ได้มากับสิ่งที่จะเสียไป  ก็ตกลงใจว่า ยินดีตอบแทนยักษ์จินนี่  จึงมอบภรรยาคนสวยให้อยู่กับยักษ์จินนี่ตามความต้องการ

เช้าวันรุ่งขึ้น  ทั้งสองเอาสมุดไปอัพ  ตัวเลขในบัญชียังเท่าเดิม  เอาจอบมาขุดในสนามจนพรุน ก็ไม่เห็นจะเจอไหบรรจุทองคำ  แล้ว อายุยืนร้อยปีก็ตอนนี้ยังไม่ถึงนี่นาแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะถึง  ด้วยความโมโหจึงเดินไปกดกริ่งบ้านยักษ์จินนี่ ติดๆกันหลายครั้ง

ยักษ์จินนี่ ยังไม่ได้กลายเป็นควันกลับไปยังดินแดนอมตะ  แต่เดินงัวเงียออกมาเปิดประตู  หลังจากโดนต่อว่าต่างๆนานายกใหญ่  ก็กล่าวตอบว่า

“เอ้อ ไม่น่าเชื่อนะ  นี่ปี 2012 แล้ว  ยังมีคนหลงเชื่อเรื่อง ยักษ์ในตะเกียงได้อีก”    

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าเชื่อภาพอนาคตที่คนอื่นพูด หากมิได้วิเคราะห์ด้วยตนเอง

โพสท์ใน แนวคิดด้านการบริหาร | ติดป้ายกำกับ , | ใส่ความเห็น

Decision Making การตัดสินใจ

Image

การตัดสินใจ  ถือว่าเป็นภารกิจสำคัญของผู้บริหาร  ในการนำพาองค์การไปสู่ความสำเร็จ  การตัดสินใจที่ดี รอบคอบ มองการณ์ไกล ย่อมนำไปสู่ความสำเร็จขององค์การในอนาคต  แต่การตัดสินใจที่สุ่มเสี่ยง  ไม่รอบด้าน  ขาดข้อมูลที่เพียงพอ ก็อาจนำไปการการสูญสลายขององค์การได้

เจ้าพ่อทฤษฎีการตัดสินใจ  ที่เรารู้จักดี คือ Herbert A. Simon  กล่าวถึงการตัดสินใจที่ดีอย่างมีเหตุมีผล (Rational Decision Making) ต้องมี 3 ขั้นตอน คือ  1) การระบุถึงทางเลือกต่างๆทั้งหมดที่เป็นไปได้  2) การประเมินถึงผลลัพธ์ต่างๆที่ตามมาในแต่ละทางเลือกอย่างชัดเจน  3) การเปรียบเทียบผลในแต่ละทางเลือกอย่างตรงไปตรงมาเพื่อการตัดสินเลือกทางเลือกที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตามในโลกของความเป็นจริง เราจะไม่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้ครบถ้วนเพียงพอ  หรืออาจไม่คุ้ม ไม่ทันสถานการณ์   การตัดสินใจของผู้บริหารจึงมักจะถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดทางทรัพยากรต่างๆ  เช่น เวลาไม่มี  ข้อมูลไม่ครบ  แต่ก็ต้องอาศัยประสบการณ์  และความสามารถในการประเมินสถานการณ์เพื่อการตัดสินใจที่เหมาะสมเท่าที่จะสามารถทำได้ 

ส่วนการตัดสินใจตามแบบที่คนก่อนๆเคยทำมา หรือ ตามประสบการณ์ในอดีต  ในทางวิชาการเรียกว่า เป็นการตัดสินแบบส่วนเพิ่ม (Incremental  Decision Making)  ซึ่งเท่ากับยอมรับการตัดสินใจในอดีตว่าทำมาถูกแล้ว  และมาตัดสินใจใหม่ในเฉพาะสิ่งที่แตกต่างหรือเพิ่มเติมจากในอดีต  ซึ่งก็ง่ายดี แต่ก็มีแง่คิดว่าถ้าในอดีตตัดสินใจผิดพลาด  แล้วเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆบ้านเมืองไม่วอดวายหรือ  เหมือนคำอุปมาว่า หากกลัดกระดุมเม็ดแรกผิด ที่เหลือก็ผิดตามไปหมด  ดังนั้นหากจะตัดสินในแบบนี้ ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี  

ระหว่างการเดินทางไปทานอาหารกลางวัน ของ ผู้บริหารบริษัท  หัวหน้าพนักงานขาย และ เลขานุการสาว  ทั้งสามเจอตะเกียงโบราณตกอยู่ข้างทาง   ทั้งสามตัดสินใจว่า ลองถูดูซิอะไรจะเกิดขึ้น  ปรากฏว่าพอถูตะเกียงก็มีควันพวยพุ่งออกมาและปรากฏกายของยักษ์วิเศษตนหนึ่ง 

“ขอบใจมากที่เจ้าทั้งสามปลดปล่อยข้าออกมาจากตะเกียง  เอาละ เพื่อเป็นการตอบแทน  ข้าจะให้เจ้าทั้งสามคนขอพรวิเศษจากข้าได้คนละ 1 ข้อ”  ยักษ์ใจดีพูด

เลขานุการสาว  ตอบทันที “เอาอย่างงี้แล้วกัน  ฉันฝันจะได้ไปนอนอาบแดดที่ฮาวายมาหลายปีแล้ว  มันเป็นแค่ความฝัน  เพราะเก็บเงินหลายปีแล้วก็ยังไม่พอ   ขอเหอะนะ ให้ฉันไปได้ไปพักผ่อนที่ฮาวายเหอะ”

“เจ้าได้ตามที่เจ้าปรารถนา”  ฉับพลันร่างของเลขานุการสาวก็หายวับไป  ไปปรากฏในชุดบีกินนี่ที่หาดฮาวายนอนพักผ่อนอาบแดดอย่างมีความสุข

“ขอผมบ้าง” หัวหน้าพนักงานขายกล่าว “ผมอยากเที่ยวรอบโลก ขอทริปดีๆสักทริป เอาสัก 2 เดือน ไปตามแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ บินชั้นธุรกิจ และ อาหารชั้นเลิศด้วย”

“เจ้าได้ตามที่เจ้าปรารถนา” ฉับพลันร่างของหัวหน้าพนักงานขายก็หายไป ไปปรากฏตัวในชุดนักท่องเที่ยวในชั้นธุรกิจของเครื่องบินที่มุ่งสู่ปารีส”

“เจ้าล่ะ เจ้าอยากได้อะไร” ยักษ์ใจดี ถาม ผู้บริหารบริษัท
“เอ่อ ผมกำลังจะไปทานอาหารเที่ยง ผมอยากได้หัวหน้าพนักงานขาย และ เลขานุการของผม มาร่วมกินข้าว เผื่อจะมีประเด็นดีๆไว้คุยกับกรรมการตอนบ่าย และ ผมก็ไม่อยากทานข้าวคนเดียวด้วย”

“เจ้าได้ตามที่เจ้าปรารถนา” ฉับพลัน เลขาสาวในชุดบีกินนี่ และ หัวหน้าแผนกขายในชุดนักท่องเที่ยว ก็กลับมาอยู่ที่เดิมในชุดเดิม และ ยักษ์ใจดีก็หมดภารกิจ หายวับไปกับตา

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จะตัดสินใจอะไรขอให้เจ้านายได้ตัดสินใจก่อน

โพสท์ใน แนวคิดด้านการบริหาร | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

นิราศน่าน รศ. 229

มาเยือนน่านน่านไงใช่เมืองน่าน  เมืองโบราณมีชีวิตพิศวง

เป็นเมืองเก่าเล่าก่อนแก่แต่ดำรง และยังคงความดีมีให้ดู

เหลียวไปไหนสบายใจให้พบเห็น  ไม่เหมือนเป็นเช่นบ้านเราเขาอดสู

รอยยิ้มใสนัยน์ตาซื่อช่างน่าดู  ได้เรียนรู้เรื่องราวเล่ากล่าวกัน

มืดเช้าตื่นตักบาตรขนาดแน่น   ต้องโลดแล่นไปตลาดตามคาดฝัน

ข้าวแกงขมขนมหวานสารพัน  ส่งพระฉันเผื่อว่าฉันจะได้บุญ

เรียกสามล้อต่อราคาว่าจะเที่ยว ช่วยลดเลี้ยวท่องไปไม่ว้าวุ่น

ชมน้ำน่านผ่านวัดหน่อยค่อยเป็นคุณ  ให้อบอุ่นผลัดกันขี่ก็ดีเอง

ขึ้นทำท่าขี่สามล้อล่อตากล้อง ไม่แคล่วคล่องลองได้ใจทำเก่ง

ลุงไม่ต้องเหนื่อยไงให้ผมเอง ทำอวดเบ่งอวดแกร่งเรี่ยวแรงดี

ขาขยับรถเขยิบแล้วหยุดนิ่ง  ไม่ไหวติงต่อแรงสารถี

ไอ้ที่ว่าแรงมากมายหนายไม่มี  เป็นอย่างงี้มีปี๊บไว้ทำไมกัน

จากน้ำน่านมุ่งหน้าเข้าหาวัด  ไม่เจนจัดหวังจะได้ไปสวรรค์

ถามลุงครับควรไปวันไหนกัน ชื่อลือลั่นรู้อยู่วัดภูมินทร์

พระประธานจตุรพักตร์ประจักษ์แจ้ง  เป็นสำแดงแสงธรรมนำทุกถิ่น

เมตตา กรุณา มุทิตา เป็นอาจินต์  สำเร็จสิ้น อุเบกขา พานำไป

จิตรกรรมฝาผนังดังยิ่งนัก  กระซิบรักบันลือโลกเลื่องถึงไหน

ยอดฝีมือคนโบราณของน่านไง  น่านประไร น่าน น่าน ชาญฝีมือ

พอตกบ่ายย้ายไปธาตุแช่แห้ง ธรรมะแรงแห้งกิเลสล้วนนับถือ

พระธาตุใหญ่ใจคนสูงแสนเลื่องลือ  ที่แท้คือปริศนาธรรมให้ฉ่ำใจ

พอเย็นคล้อยพระธาตุน้อยค่อยไปถึง  เป็นที่ซึ่งสาธุชนคนถิ่นไหน

มาถึงน่าน น่านไง น่านต้องไป  มองเห็นไกลสุดสายตาช่างน่ามอง

มีขุนแผนแสนสนิทให้ชิดเช่า  ควักกระเป๋าเช่าทันทีอยากมีของ

พรรคพวกทักรักขุนแผนต้องไตร่ตรอง  หากอยากลองต้องพระรอดร่วมอีกองค์

เมืองโบราณมีชีวิตที่น่าอยู่    ให้โลกรู้ล้ำค่าน่าประสงค์

นันทบุรีนครย้อนยืนยง         ไม่นานคงคาดชื่อระบือไกล

มีพลังสามัคคีเป็นที่ตั้ง           ได้ยืนยั้งยิ่งอยู่คู่สมัย

จรดน่านน้ำน่านฟ้าภูผาไกล    เพียงมาได้เยือนเยี่ยมเปี่ยมไมตรี

ตามรอยพ่อคือทางที่หมายมุ่ง     ก้าวหน้าพุ่งไปไกลในวิถี

เข้าใจเข้าถึงสามัคคี        น่านนะสิน่านสำเร็จเสร็จเพราะใคร

ถึงเวลา ลาจาก จากเมืองน่าน    จำใจพราก พรากห่าง ห่างหนไหน

คงรำลึก ลึกๆอยู่ อยู่ไม่ไกล       หวังจะได้ ได้เยือนน่าน  น่านอีกที

สมชัย  ศรีสุทธิยากร

19-20 กันยายน 2554

 

 

โพสท์ใน ท่องเที่ยวไปได้อะไรกับชีวิต | ใส่ความเห็น

การกีดกัน หรือ การเลือกปฏิบัติ (Discrimination)

Image

ในการบริหารงานบุคคล  หากมีการเลือกปฏิบัติต่อคนในองค์การ หรือ คนที่ประสงค์จะสมัครเข้ามาสู่องค์การ  เราเรียกพฤติกรรมเหล่านี้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ  หรือถ้าเป็นภาษาการเมืองก็เรียกว่าสองมาตรฐาน  เช่น  การกีดกันทางเพศ    ทางศาสนา   ทางชนชั้น วรรณะ  ทางภาษา  ทางเชื้อชาติ  โดยจะไม่ให้กลุ่มคนที่เลือกปฏิบัติได้เข้ามาสู่องค์การ  หรือ เกิดความก้าวหน้าในวิชาชีพ  การเลือกปฏิบัติดังกล่าว  นอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  ยังเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในประเทศต่างๆเป็นส่วนใหญ่  ด้วยเหตุที่เชื่อว่าคนทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน  ย่อมต้องได้รับสิทธิเสรีภาพในการทำงานอย่างเท่าเทียมกันด้วย  ไม่สามารถเลือกปฏิบัติได้ 

สาวสวยผมทองรายหนึ่ง  ที่ถูกเพื่อนๆปรามาสว่ามีแต่ความสวยแต่ไม่มีสมอง  เดินเข้าไปซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า  กวาดสายตาดูสิ่งที่ต้องการ  แล้วเอามาชี้ไปที่สินค้าที่เจ้าหล่อนต้องการ พลันบอกคนขายว่า  “ฉันเอาทีวีเครื่องนี้แหละ”   พนักงานขายตอบเรียบๆ  “ห้างเรามีนโยบายไม่ขายสินค้าให้คนผมสีทอง”  เธอเดินกลับออกมาจากร้านด้วยความผิดหวัง  นี่มันกีดกันคนผมทอง เป็นการเลือกปฏิบัติชัดๆ  เธอนึกในใจ

สาวผมทองไม่ยอมแพ้ง่าย  วันรุ่งขึ้น เธอย้อมผมเธอเป็นสีแดง  เดินเข้าไปในร้านเดิม  เอามือชี้ที่สินค้าตัวเดิม  “ชั้นจะซื้อทีวีเครื่องนี้แหละ”  พนักงานขายคนเดิม ตอบประโยคเดิม  “ห้างเรามีนโยบายไม่ขายสินค้าให้กับคนผมสีทอง”  เธอกระฟัดกระเฟียด เดินออกจากร้านไปในวันที่สอง   ด้วยความแปลกใจว่า ทำไม คนขายถึงจำเธอได้ ทั้งๆที่ย้อมผมเป็นสีแดงแล้ว 

วันที่สาม  เธอย้อมผมเธอใหม่เป็นผมสีดำ  เดินเข้าไปในร้านเดิม  เอามือชี้ที่สินค้าตัวเดิม  “ชั้นต้องการทีวีเครื่องนี้”  พนักงานขายตอบประโยคเดิมเป็นครั้งที่สาม  “บริษัทเรามีนโยบายไม่ขายสินค้าให้คนผมทอง”

สาวผมทองโมโหสุดๆ  “เธอจำชั้นได้อย่างไร  ฉันอุตส่าห์ย้อมผม เปลี่ยนสีผมมาสองรอบ  ทำไมถึงยังรู้ว่าผมของชั้นสีทองยะ”

“ผมจำคุณไม่ได้หรอกครับ  แต่ไอ้ที่ผมจำได้ คือ สิ่งที่คุณชี้ทุกครั้ง  มันคือ เตาไมโครเวฟ  ไม่ใช่ทีวี”

โพสท์ใน แนวคิดด้านการบริหาร | ติดป้ายกำกับ , | ใส่ความเห็น

ในโลกที่สดใส

ในโลกที่สดใส

เด็กน้อย จะเชื้อชาติ สัญชาติใด มีความใสสดอยู่ในตัวเองเสมอ ไม่มีมายา ไม่มีเสแสร้ง ไม่มีศัตรู ไม่รู้จักการให้ร้ายใคร แต่เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อเติบใหญ่ในสังคม ผู้ใหญ่ใช่ไหมที่ทำให้เปลี่ยน หรือสังคมที่สดใสกลับหายไปเพราะมือผู้ใหญ่ในปัจจุบัน

โพสท์ใน ภาพถ่ายเก่า เล่าความ | ใส่ความเห็น

คนเห็นปลา ปลาเห็นคน

คนเห็นปลา ปลาเห็นคน

ใครจะรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่อยู่ในใจแต่ละฝ่าย คนอาจมองปลาด้วยความสวยงาม อยากจับจองเป็นเจ้าของ จนอยากกินเป็นอาหาร ปลาอาจมองคน เป็นสิ่งน่ากลัวอันตราย จนถึง ความมีเมตตาที่ให้อาหาร ตราบใดที่ีแต่ละฝ่ายยังอยู่ในพื้นที่ความคิดของตนเอง จะไม่มีทางรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร

โพสท์ใน ภาพถ่ายเก่า เล่าความ, Uncategorized | ใส่ความเห็น

ครอบครัว

ครอบครัว

ไม่ใช่แค่คนที่มีครอบครัว สัตว์ก็มีครอบครัว มีพ่อ มีแม่ มีความรัก ความอบอุ่น ดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ความผูกพันพ่อ แม่ ลูก จึงเป็นพลังหล่อเลี้ยงโลกให้เติบโตพัฒนา

โพสท์ใน ภาพถ่ายเก่า เล่าความ | ใส่ความเห็น