Carry on till tomorrow สู้ต่อไปจนถึงวันพรุ่ง

In younger days, I told myself my life would be my own
And I’d leave the place where sunshine never shone
For my life’s too short for waiting when I see the rising sun
Then I know again that I must carry on
ในวัยเยาว์ เฝ้าพร่ำ คำฝันใฝ่
จะต้องไป ให้ถึง ซึ่งแดนฝัน
แต่ชีวิต จริงแสนสั้น สุดรำพัน
เตือนใจกัน ว่าต้องสู้ อยู่ต่อไป

Carry on till tomorow, there’s no reason to look back
Carry on, carry on, carry on
Beyond the shadows of the clouds and onward to the sky
จงหยัดสู้ ต่อไป ถึงวันพรุ่ง
อย่าหันมุ่ง หลังกลับ หรือไฉน
จงบากบั่น แม้เหนื่อยยาก ลำบากใจ
แม้เมฆร้าย ฟ้าคลั่ง ไม่พรั่นกลัว

Carry on till I find the rainbow’s end
For my life’s too short for waiting when I see the rising sun
Then I know again that I must carry on
สู้ต่อไป จนพบ ปลายรุ้งสวย
ไม่มอดม้วย คงได้พ้น ผ่านสลัว
ที่ปลายทาง สว่างไสว ไม่น่ากลัว
ให้เตือนตัว ตลอดอยู่ สู้ต่อไป

Carry on till tomorow, there’s no reason to look back
Carry on, carry on, carry on

Drifting on the wings of freedom, leave this stormy day
And we’ll ride to tomorrow’s golden fields
For my life’s too short for waiting when I see the rising sun
Then I know again that I must carry on
จงหยัดสู้ ต่อไป ถึงวันพรุ่ง
หากหมายมุ่ง เสรี ที่สดใส
พายุแรง กระหน่ำซ้ำ สักเท่าใด
สู้ต่อไป เพื่อพรุ่งนี้ สีทองทา

Carry on, carry on, carry on

And when the heavy journey’s done, I’ll rest my weary head
For the world and it’s colours will be mine
For my life’s too short for waiting when I see the setting sun
Then I know again that I must carry on
เส้นทางไกล แสนยาก ตรากตรำนัก
จะหยุดพัก สักหน่อย แล้วค่อยหา
เพื่อโลกใหม่ สวยใส ใกล้เข้ามา
อยู่ตรงหน้า ขอเพียงกล้า สู้ต่อไป

Carry on till tomorow, there’s no reason to look back
Carry on, carry on, carry on

โพสท์ใน คำแปลเพลง | ใส่ความเห็น

Imagine แค่ฝัน

Imagine there’s no heaven      

It’s easy if you try

No hell below us

Above us only sky

Imagine all the people living for today

ฝันให้ไกล ว่าโลกนี้ ไม่มีสวรรค์

ร่วมแบ่งปัน สุขทุกข์ได้ ใช่แบ่งสี

ไม่มีนรก ตกยาก ในปฐพี

ขอเพียงมี ฝันไกล ไปร่วมกัน

 

Imagine there’s no countries

It isn’t hard to do

Nothing to kill or die for

And no religion too

Imagine all the people living life in peace

ฝันให้ไกล ในโลกนี้ ไม่มีเขต

แบ่งประเทศ เข่นฆ่า ประชาสันต์

ไร้ศาสนา แบ่งแยก สารพัน

อยู่ร่วมกัน สันติภาพ ตราบเท่านาน

 

You, you may say

I’m a dreamer, but I’m not the only one

I hope some day you’ll join us

And the world will be as one

เธออาจคิด ว่าฉัน นั้นฝันเฟื่อง

แต่ใช่เรื่อง ที่เพียงฉัน จะฝันหวาน

แค่วาดหวัง วันหนึ่ง ซึ่งไม่นาน

โลกวันวาน เป็นหนึ่งได้ ไม่เกินจริง

 

Imagine no possessions

I wonder if you can

No need for greed or hunger

A brotherhood of man

Imagine all the people sharing all the world

ฝันให้ไกล ว่าใครใคร ไร้เจ้าของ

เสียงไห้ร้อง  หิวหาย   คลายทุกข์ยิ่ง

เสียงละโมภ หมดไป ใช่เป็นจริง

ฝันทุกสิ่ง  ร่วมสรรค์สร้าง ทางร่วมกัน 

 

You, you may say

I’m a dreamer, but I’m not the only one

I hope some day you’ll join us

And the world will live as one

เธออาจคิด ว่าฉัน นั้นฝันไกล

แต่บอกให้  ใช่ว่ามี  ฉันที่ฝัน

ยังวาดหวัง ว่าจะมี ที่ร่วมกัน

โลกในฝัน คือโลกใหม่ ได้เป็นจริง 

โพสท์ใน คำแปลเพลง | ใส่ความเห็น

And I love you so

And I love you so,
แล้วลงท้าย กลายเป็น เช่นความรัก
The people ask me how,
ใครชอบทัก ทำไมรัก หรือไฉน
How I’ve lived till now
ชีวิตซึ่ง ถึงวันนี้ ได้อย่างไร
I tell them I don’t know
ไม่เข้าใจ เหมือนกัน ฉันยังงง

I guess they understand
คาดคิดไป คงเข้าใจ ในเหตุผล
How lonely life has been
ชีวิตคน เปลี่ยวเหงา เศร้าโศกหลง
But life began again
ชีวิตใหม่ เกิดขึ้นให้ ได้มั่นคง
The day you took my hand
เมื่อใจตรง มือจับ กระชับมือ

And yes I know how lonely life can be
ชีวิตเหงา เปล่าใจ ให้สำนึก
Shadows follow me
เงามืดลึก หม่นหมอง ครองใจหรือ
The night won’t set me free
ทุกคืนค่ำ ขังไว้ ในใจคือ
But I don’t let the evening get me down
Now that you’re around me
แค่มีมือ ประคองจับ โลกกลับกลาย

And you love me too
รู้นะ ว่าเธอ ก็เผลอรัก
Your thoughts are just for me
มีใจภักดิ์ พึ่งอยู่ มิรู้หาย
You set my spirit free
เธอปลดปล่อย วิญญาณฉัน ไม่ฝันกลาย
I’m happy that you do
สุขสบาย กายสอง ครองชีวิน

The look at life is brief
ชีวิตหนึ่ง เกิดมา ช่างแสนสั้น
Once the page is read
ยังไม่ทัน ได้อ่านจบ ก็ครบสิ้น
All but love is dead
สรรพสิ่ง ทั้งหลาย พ่ายพังภินท์
This is my believe
รักไม่สิ้น สูญทราบ ตราบเท่ากาล

โพสท์ใน คำแปลเพลง | ใส่ความเห็น

You’ve got a friend

When you’re down and troubled
เมื่อครามืด หม่นหมอง ของชีวิต
and you need a helping hand
 and nothing, whoa, nothing is going right.
เมื่อคราคิด อยากได้ใคร มาช่วยไข

Close your eyes and think of me and soon I will be there
เพียงหลับตา คราหนึ่ง ถึงทันใด
to brighten up even your darkest nights.

มาช่วยให้ หายเศร้า คืนยาวนาน

You just call out my name, and you know where ever I am
จะอยู่ไกล แค่ไหน ใช่ปัญหา

I’ll come running to see you again.
จะเร่งรุด เดินหน้า มาสร้างสาน

Winter, spring, summer, or fall, all you have to do is call
จะกี่ปี ผ่านพ้น ฤดูกาล
and I’ll be there, yeah, yeah,
you’ve got a friend.
เพียงแค่วาน บอกเอ่ย เฉลยนาม



If the sky above you should turn dark and full of clouds

and that old north wind should begin to blow,
ยามท้องฟ้า มืดมน ทานทนทุกข์

keep your head together
จงเร่งรุก เดินหน้า อย่าครั่นขาม

and call my name out loud.
ส่งเสียงก้อง ร้องชื่อ ลือเลื่องนาม
Soon I will be knocking upon your door.

You just call out my name, and you know where ever I am

I’ll come running to see you again.

จะเขตคาม กว้างแค่ไหน ไปทันที
People can be so cold.
They’ll hurt you and desert you.
ยามผู้คน เคืองค้อน เธอร้อนจิต
Well, they’ll take your soul if you let them,

ทำชีวิต เธอวายวุ่น ข่องขุ้นหนี
oh yeah, but don’t you let them.


จะปกป้อง ปัดเป่าร้าย กลายเป็นดี
You just call out my name, and you know where ever I am
I’ll come running to see you again.

เพียงแค่มี วจีหนึ่ง ได้ถึงเธอ

Winter, spring, summer, or fall, ,
จะฤดู กี่ฤดู จะผ่านพ้น
จะกี่ฝน กี่หนาว แน่วเสมอ
all you have to do is call
เพียงเสียงเรียก พร่ำพราก จากปากเธอ
Lord, I’ll be there, yeah, yeah,
you’ve got a friend. You’ve got a friend.
จะไปเจอ เพราะเธอได้ เพื่อนใจจริง

โพสท์ใน คำแปลเพลง | ใส่ความเห็น

Bridge over trouble water

When you’re weary, feeling small,

ยามทดท้อ อ่อนแรง แสงมืดมิด

When tears are in your eyes,

ยามดวงจิต หม่นหมอง ต้องร้องไห้

 
I will dry them all;

ฉันจะช่วย ซับน้ำตา ให้หายไป

I’m on your side. 
Oh When times get rough


เคียงข้างเธอ ตลอดไป ในทุกยาม

And friends just can’t be found,




เหลียวหาใคร ไม่มีใคร มาใกล้ชิด

Like a bridge over troubled water
I will lay me down.

จะอุทิศ  เปรียบสะพาน ให้เธอข้าม

(I will ease your mind)


เต็มใจช่วย ให้ถึงฝั่ง ไม่ครั่นคราม

Like a bridge over troubled water
I will lay me down.

(I will ease your mind)




ทุกชั่วยาม  ชีวี  มีเพื่อเธอ

When you’re down and out, When you’re on the street,


ยามตกต่ำ ย่ำไป ในที่ยาก

When evening falls so hard , 
I will comfort you.

ในคืนพราก   ยังเคียงคู่   อยู่เสมอ

I’ll take your part.
Oh When darkness comes


จะมืดมน หม่นไหม้ ยังใกล้เธอ

And pains is all around,


พร้อมเสมอ จะเจ็บร้าว ก้าวต่อไป

Like a bridge over troubled water

เป็นสะพาน ผ่านสายน้ำ ที่เชี่ยวกราก

I will lay me down. (I will ease your mind)

แม้เหนื่อยยาก จะทอดร่าง เป็นทางให้

Like a bridge over troubled water

I will lay me down. (I will ease your mind)

ชีวิตหนึ่ง พึ่งได้ แม้ห่างไกล

ด้วยจิตใจ  อยากให้ เธอได้ดี

Sail on silvergirl, Sail on by.

สู้เถิดสู้ สาวน้อย จงเดินหน้า

Your time has come to shine.

ถึงเวลา เจิดแสง ได้แรงที่

All your dreams are on their way.

ฝันบรรเจิด เกิดจริง ทุกสิ่งมี

See how they shine. If you need a friend

I’m sailing right behind.

ทุกนาที   ขอมีใจ  ให้กับเธอ

โพสท์ใน คำแปลเพลง | ใส่ความเห็น

ทศลักษณะวัฒนธรรมทางการเมืองไทย

ข่าวสารประชาสัมพันธ์
ทศลักษณะของวัฒนธรรมทางการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
 
พฤหัสบดี ที่ 7 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2552

 
ทศลักษณะ วัฒนธรรมทางการเมืองในการเลือกตั้งไทย
รศ. สมชัย ศรีสุทธิยากร
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กรรมการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย
และผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อการเลือกตั้ง (PNET)
 
              การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในประเทศไทยในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐  นับเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ ๒๕  นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหากจะนับจากการเลือกตั้งครั้งแรกที่มีขึ้นเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๔๗๖ มาถึงปีปัจจุบัน เป็นเวลา ๗๔ ปี มีการเลือกตั้งทั่วไป ๒๕ ครั้ง  เฉลี่ยประมาณ ๓ ปีต่อครั้ง โดยมีการคั่นกลางของการทำรัฐประหารและปกครองโดยรัฐบาลทหาร  ถึง ๑๒ ครั้ง   ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของไทยต้องเริ่มต้นด้วยการร่างรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาล บริหารประเทศ มีปัญหาทุจรติคอรัปชั่น ยึดอำนาจรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เลือกตั้งใหม่ จะสิ้นสุดลงเมื่อใด โดยหลายฝ่ายเชื่อว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาคือ การเลือกตั้ง นั่นคือ หากมีการเลือกตั้งที่ดี สุจริตเที่ยงธรรม ก็จะได้นักการเมืองที่ดีมีความสามารถมาบริหารปกครองประเทศด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต  ความจำเป็นที่ต้องใช้กำลังทหารเพื่อล้มล้างการปกครองก็จะสิ้นไป  โดยพื้นฐานสำคัญ คือประชาชนต้องมีวัฒนธรรมทางการเมืองในเรื่องการเลือกตั้งที่ส่งเสริมให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์และเที่ยงธรรม

 

 
 

                 คำถามสำคัญ คือ วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเป็นอย่างไร วัฒนธรรมดังกล่าวเป็นข้อดีหรือเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการเลือกตั้ง และสมควรมีแนวทางในการส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมที่เป็นประโยชน์ เอื้อต่อการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมได้อย่างไร โดยบทความที่จะนำเสนอนี้มาจากประสบการณ์ทางการเมืองโดยตรงที่ผู้นำเสนอเกี่ยวข้องในฐานะองค์กรเอกชนที่บทบาทในการสอดส่องดูแลการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องมานับแต่ปี ๒๕๓๕  ซึ่งทำให้มีส่วนในการได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางวิธีการคิดของประชาชนและนักการเมือง  ตลอดจนกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  ในตลอดระยะเวลา ๑๕ ปีที่ผ่านมา   อย่างไรก็ตาม ข้อคิดเห็นดังกล่าว เป็นเพียงข้อนำเสนอเบื้องต้น (Proposition) ซึ่งต้องการอภิปรายถกเถียง และการตรวจสอบความคิดอีกมาก  และจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากมีการนำไปใช้เป็นจุดเริ่มต้นของความพยายามปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยให้เอื้อประโยชน์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

                วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเป็นอย่างไร
                ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งทุกครั้ง คือการที่ฝ่ายการเมืองมุ่งให้เกิดผลชัยชนะในการเลือกตั้งเพื่อการจัดตั้งรัฐบาล  ดังนั้น  ความพยายามทุกวิธีการ ทั้งในวิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การแนะนำตัว การปราศรัยหาเสียง  การติดโปสเตอร์ คัทเอาท์แนะนำตัว  และการนำเสนอนโยบายของพรรค และวิธีการที่ผิดกฎหมาย เช่น การใช้เงินซื้อเสียง  การแจกของ การจัดเลี้ยง สัญญาว่าจะให้ การใช้อิทธิพลข่มขู่เพื่อโน้มน้าวจูงใจ  การวางตัวไม่เป็นกลางของเจ้าหน้าที่ราชการ  หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง   การทำผิดกฎหมายดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเลือกตั้งทุกครั้ง    จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ปกติของการเลือกตั้งในประเทศไทย  ซึ่งก็มักจะโทษกันไปมาว่า  มาจากนักการเมืองเป็นผู้เริ่มต้นเสนอประโยชน์  หรือมาจากการที่ประชาชนเป็นผู้เรียกร้องผลประโยชน์จากนักการเมือง  หรือเป็นผลมาจากวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบอุปถัมภ์ (Patronage System)  ที่ประชาชนมีความเคยชินกับการรับ  ขาดการมีส่วนร่วมในฐานะการเป็นเจ้าของ และมองการได้รับผลประโยชน์เมื่อมีการเลือกตั้งเป็นเรื่องปกติธรรมดา  ซึ่งหากจะวิเคราะห์แยกแยะถึงพฤติกรรมที่เป็นตัวสะท้อนวัฒนธรรมทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งของไทยในช่วงระยะเวลาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน มีประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ๑๐ ประการ ดังนี้

              ๑.   ระบบอุปถัมภ์ ระหว่างนักการเมืองกับประชาชน   ความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับประชาชนเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะความช่วยเหลือเกื้อกูล  ทั้งนี้ เนื่องจากประชาชนรากหญ้ามักเป็นผู้ไร้สิทธิ์ ไม่ได้รับการบริการที่ดีจากรัฐ ไม่มีโอกาสในการได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่เพียงพอจากรัฐ  การเข้าถึงการบริการต่าง ๆ เช่น  การศึกษา การรักษาพยาบาล  เป็นสิ่งที่รัฐยังไม่สามารถจัดการได้ อย่างทั่วถึงและพอเพียง   ในขณะที่นักการเมืองเป็นผู้มีสถานะเป็นที่ยอมรับในสังคม สามารถเติมเต็มตามความต้องการต่าง ๆ ที่ขาดไปของประชาชนได้  เช่น สามารถเจรจากับตำรวจในกรณีที่ประชาชนมีความเดือดร้อนในด้านคดีความจนสามารถผ่อนหนักเป็นเบา  สามารถฝากลูกเข้าโรงเรียนในกรณีที่มีการแข่งขันสูงและไม่มีโอกาสได้หากแข่งกันอย่างเท่าเทียม   สามารถฝากเข้าทำงาน สามารถเจรจากับทางราชการในฐานะนักการเมือง  ซึ่งแน่นอนว่าย่อมได้รับความเกรงใจจากเจ้าหน้าที่ของรัฐมากกว่ากรณีที่ประชาชนไปติดต่อด้วยตนเอง  เป็นต้น  การอุปถัมภ์ค้ำชู ยังหมายรวมถึง การช่วยเหลือทางการเงินในรูปเงินกู้ เงินยืมเมื่อมีปัญหา เพราะนักการเมืองมักจะเป็นผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคง  โดยอาจเป็นนักธุรกิจ เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง เป็นผู้ประมูลงานต่าง ๆ ในท้องถิ่น  การหยิบยืมเงินในหลักพันหลักหมื่นไม่ใช่จำนวนมากในสายตานักการเมือง  แต่เป็นหนี้บุญคุณที่ใหญ่หลวงสำหรับประชาชน  ที่ถือว่าเป็นการอุปถัมภ์ค้ำชู และพร้อมตอบแทนให้การสนับสนุนด้วยคะแนนเสียงของตนเองและครอบครัว
 
              ๒. การมองประโยชน์เฉพาะหน้า มองการเลือกตั้งเป็นโอกาสของการได้รับรายได้ที่เพิ่มขึ้น
ประชาชนจำนวนหนึ่งมีทัศนคติว่า  การเลือกตั้งเป็นเทศกาลของการได้รับผลประโยชน์จากผู้สมัคร  หรือพรรคการเมือง  โดยเห็นว่าคะแนนเสียงที่จะลงให้แก่นักการเมือง หรือพรรคการเมือง เป็นสินค้าอย่างหนึ่งที่ต้องมีการซื้อขายแลกเปลี่ยน  เห็นการเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งและลงคะแนนเป็นต้นทุที่นักการเมืองต้องเป็นผู้จ่าย   ดังนั้น  คำกล่าวที่ว่า “เงินไม่มา กาไม่เป็น” จึงเป็นคำพูดที่เปรียบเปรยถึงพฤติกรรมที่ไม่ใส่ใจต่อการออกไปใช้สิทธิ์  จนกว่าจะได้รับผลประโยชน์ที่คุ้มค่ากับการเดินทาง  หรือคุ้มกับค่าของเวลาที่เสียไปหากต้องไปใช้สิทธิ์  จนกลายเป็นสูตรของนักการเมืองที่เคยชินกับการใช้เงินเพื่อซื้อเสียงว่า  หากคำนวณได้ว่าคะแนนเสียงที่ต้องการให้ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้งเป็นเท่าไร  ก็ต้องมีการจ่ายเงินซื้อเสียงออกไปเป็นจำนวน ๓ เท่าของจำนวนดังกล่าว  ยกตัวอย่างเช่น ในเขตเลือกตั้งที่แบ่งเขตแบบเขตเดียวเบอร์เดียวในอดีต  หากประมาณการว่า ต้องการ ๒๐,๐๐๐ เสียง และจำนวนเงินที่ต้องใช้จ่ายให้คือหัวละ ๒๐๐ บาท  ก็ต้องเตรียมเงินอย่างน้อย ๑๒ ล้านบาท ในการจ่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่  ดังนั้น  ตัวเลข ๒๐ ล้านบาทต่อผู้สมัคร ๑ ราย ใน ๑ เขตเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว จึงเป็นค่าใช้จ่ายปกติที่สามารถคำนวณได้   ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงพื้นที่ที่มีการแข่งขันแบบรุนแรง แพ้ไม่ได้  ซึ่งอาจมีตัวเลขค่าใช้จ่ายที่สูงยิ่งขึ้นกว่านี้  ดังนั้น  สำหรับการเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ หากจะให้ประมาณการอย่างต่ำที่สุด  ในกรณีที่ ๑  เขตเลือกตั้งมีคู่แข่งขันจริงจังเพียง ๒ พรรค  จะมีเงินใช้จ่ายเพื่อจูงใจประชาชนไปเลือกตั้งไม่ต่ำกว่า ๑๖ ล้านบาท ในการเลือกตั้งครั้งนี้

              ๓.  การรับเงินแล้วต้องลงคะแนนเลือกคนที่นำเงินมาให้  การณรงค์อย่างหนึ่งของทางราชการในอดีต คือการชี้ว่า การรับเงินไม่ผิด  แต่การเรียกรับเป็นความผิด  โดยมีฐานคิดว่า การแจกเงินเป็นสิ่งที่ควบคู่กับการเลือกตั้ง  และการไปบังคับให้ประชาชนไม่รับคงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก  ดังนั้น จึงรณรงค์ในแนวคิดว่า  ให้รับเงินได้  แต่ไม่จำเป็นต้องเลือกคนที่นำเงินมาให้  เนื่องจากการลงคะแนนในคูหาเลือกตั้งเป็นความลับ ไม่มีใครล่วงรู้ถึงการลงคะแนนของตนได้ หรือรณรงค์ให้เห็นว่า คนที่ใช้เงินเป็นคนไม่ดี   มีเจตนาถอนทุนคืน  ให้รับเงินได้แต่ไม่ควรเลือก เป็นต้น   กระบวนการเหล่านี้ เป็นวิธีการที่ทางราชการใช้แล้วไม่ได้ผล  เนื่องจากค่านิยมของประชาชน คือ เมื่อรับเงินแล้วต้องลงคะแนนให้แก่คนที่นำเงินมาให้  หากรับเงินแล้วไม่เลือก ก็ไม่สามารถสู้หน้าหัวคะแนน หรือผู้นำเงินมาให้ได้อย่างสนิทใจ   ในขณะเดียวกัน การที่กำหนดให้นับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง  หรือการนับคะแนนรวมที่เขต  ก็เป็นกลไกสำคัญที่ใช้ในการตรวจสอบได้ว่า เงินที่ถูกใช้ไปในการซื้อคะแนนเสียงในพื้นที่เป็นการทำงานของหัวคะแนนที่ได้ผลหรือไม่  โดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้กำหนดวิธีการที่ให้นับคะแนนรวมที่เขตเพื่อแก้ไขปัญหาการตรวจสอบคะแนนเสียงของหัวคะแนน แต่ก็ได้ก่อให้เกิดความยุ่งยากในการจัดการ  ผลการนับคะแนนล่าล่าช้า และเป็นที่น่าเสียดายว่า  รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐  ฉบับปัจจุบัน ได้กำหนดให้กลับมานับคะแนนที่หน่วยอีก  เพื่อลดปัญหาความยุ้งยากในการนับรวมที่เขต  ซึ่งจะทำให้ปัญหาการตรวจสอบคะแนนซื้อเสียงและคะแนนจัดตั้งของหัวคะแนนและพรรคการเมืองต่าง ๆ ทำได้โดยง่าย  เป็นการแก้ปัญหาที่ได้ไม่คุ้มเสีย  เพราะจะเป็นกลไกที่ส่งเสริมให้เกิดการตรวจสอบความสำเร็จของการซื้อเสียงในพื้นที่ได้  และทำให้หัวคะแนนต่างต้องมุ่งทำงานให้ได้ผล  เพราะผู้สมัครสามารถตรวจสอบคะแนนรายหน่วย กับเงินที่จ่ายไปให้แก่หัวคะแนนได้อย่างเป็นระบบ  และสามารถคาดการณ์ได้ว่า หลังการเลือกตั้ง จะมีการตามเช็คบิลหัวคะแนนต่าง ๆ หากคะแนนไม่เป็นไปตามเป้า

             ๔.   ความเกรงอกเกรงใจในการตกปากรับคำกับคนรู้จัก แล้วไม่อยากให้เสียคำพูด  ลักษณะนิสัยอย่างหนึ่งของคนไทยคือ การรักษาคำพูดหรือการรักษาคำมั่นสัญญาที่เคยตกปากรับคำไว้ หรือเมื่อรับปากกับใครก่อนแล้วก็จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง   ดังนั้น นักการเมืองที่เข้าถึงประชาชนก่อนไม่ว่าจะเป็นเข้าถึงด้วยตนเอง หรือผ่านกลไกของหัวคะแนน ซึ่งเป็นคนที่รู้จักมักคุ้นกับประชาชนในพื้นที่ แล้วสามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบ  ถึงแม้ว่าต่อมาจะมีผู้ที่มีความรู้ความสามารถมากกว่า ประสบการณ์สูงกว่า หรือพรรคที่สังกัดมีนโยบายที่น่าสนใจกว่าก็ตาม  ทั้งนี้ เนื่องจากความเกรงอกเกรงใจที่ตกปากรับคำมาแล้ว

             ๕.   การเลือกคนที่รู้จัก หรือมีความสนิทสนม มากกว่าการสนใจในนโยบาย   ในการเลือกตั้งแทบทุกครั้งที่ผ่านมาของประเทศไทย  การเสนอนโยบายของพรรคการเมืองยังขาดความเป็นรูปธรรม ไกลตัวจากประชาชน  มีความใกล้เคียงคล้ายคลึงจนประชาชนไม่เห็นความแตกต่างในด้านนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง   นอกจากนี้ ประชาชนยังมีความสนใจในสิ่งที่มีลักษณะเป็นโครงการหรือกิจกรรมเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับตนเองมากกว่าจะสนใจนโยบายกว้าง ๆ ที่ครอบคลุมทุก ๆ ด้าน  ดังนั้น  เมื่อนโยบาย เป็นสิ่งที่ไกลตัวและยากที่จะทำความเข้าใจ  อิทธิพลจากความรู้จักมักคุ้น เป็นคนในพื้นที่ พูดภาษาเดียวกัน  เคยพบหน้าค่าตา  หรือการรู้จักเทือกเถาเหล่ากอ  รู้จักบ้านผู้สมัครซึ่งวันหน้าวันหลังยังจะไปขอความช่วยเหลือไหว้วานในเรื่องต่าง ๆ ได้  จะเป็นปัจจัยที่ประชาชนนำมาใช้ในการตัดสินใจเลือกมากกว่าสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น นโยบายของพรรคการเมือง

             ๖.  แม้การตัดสินใจจะพิจารณาจากนโยบาย แต่การรับเงินก็ยังเป็นสิ่งปกติของการเลือกตั้ง  จากการติดตามพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชน พบว่า ในการเลือกตั้งครั้งหลัง ๆ  นับตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ ๒๒ เมื่อวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔  ประชาชนเริ่มให้ความสำคัญต่อนโยบายของพรรคการเมืองมากขึ้น เนื่องจากพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ ภายใต้การนำของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร  ได้มีการเสนอนโยบายที่มีความเป็นรูปธรรม  และใช้หลักการตลาด  หลักการประชาสัมพันธ์สมัยใหม่ควบคู่ไปกับการหาเสียงเลือกตั้ง   นโยบายที่ยาก ถูกเปลี่ยนเป็นคำขวัญที่เป็นรูปธรรมและจดจำง่าย  เช่น ๓๐ บาทรักษาทุกโรค  หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ กองทุนหมู่บ้าน  เป็นต้น   นอกจากนี้ ในช่วงของการบริหารงาน ๕ ปีของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มีการถ่ายทอดนำนโยบายดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติจริงผ่านกลไกการปฏิรูประบบราชการ  และการทำงานแบบบูรณาการในระดับจังหวัดที่ประชาชนคุ้นเคยกันในคำว่า ผู้ว่า ซีอีโอ ทำให้ประชาชนเห็นถึงผลที่เกิดขึ้น และสามารถเชื่อมโยงระหว่างการตัดสินใจเลือกตั้งกับนโยบายของพรรคได้  แม้ว่าอาจยังติดกับภาพลักษณ์กับตัวผู้นำพรรคการเมืองอยู่ค่อนข้างมาก  แต่ก็ถือได้ว่าเป็นพัฒนาทางการเมืองที่ดีขึ้น  อย่างไรก็ตาม การใช้เงินเลือกตั้งจากนักการเมือง การเรียกรับเงิน ๑๐๐ – ๒๐๐ บาท จากประชาชนในพื้นที่ยากจน ก็ยังเป็นภาวะปกติของการเลือกตั้ง   ที่ประชาชนเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นโอกาสหนึ่งที่จะทำให้มีเงินเล็ก ๆ น้อยๆ จากผู้สมัครหรือหัวคะแนนในพื้นที่  โดยไม่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ผิดแต่อย่างใด

              ๗.  เลือกนักการเมืองที่ไม่ดี แต่ให้ประโยชน์ ดีกว่าเลือกตั้งการเมืองที่ดีแต่ไม่เคยให้ประโยชน์   ทัศนคติที่สำรวจได้จากการพูดคุยกับชาวบ้านในระดับพื้นที่อีกประการหนึ่ง คือ การที่นักการเมืองได้ให้ประโยชน์แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง  ทั้งในลักษณะการช่วยเหลือส่วนบุคคลเมื่อมีปัญหาเดือดร้อน เป็นสิ่งที่ชาวบ้านรู้สึกว่าเป็นคุณสมบัติของนักการเมืองที่สมควรลงคะแนนให้  โดยไม่ใส่ใจว่านักการเมืองผู้นั้นจะมีผลงานในสภาในช่วงที่เป็น ส.ส. หรือไม่    และไม่ใส่ใจว่า นักการเมืองผู้นั้น่จะมีปัญหาในด้านทุจริต โกงกิน แต่อย่างใด เพราะข่าวสารดังกล่าวเป็นข่าวสารที่เกิดขึ้นในส่วนกลาง  ไม่สามารถลงไปถึงในระดับพื้นที่ได้   ดังนั้น  กิจกรรมในลักษณะเอื้อประโยชน์แก่ประชาชน เช่น การไปช่วยเหลือในงานบวช  งานแต่ง เป็นเจ้าภาพในงานศพ งานบุญ งานสารท การช่วยเหลือรถขนส่ง รถตักดิน การให้หยิบยืมเต็นท์  และเครื่องมือเครื่องใช้ที่ชาวบ้านไม่มี  จึงเป็นกิจรรมพื้นฐานที่นักการเมืองซึ่งหวังผลในเชิงคะแนนเสียงต้องทำอย่างต่อเนื่อง  ไม่ใช่เฉพาะในหน้าเลือกตั้งเท่านั้น  นอกจากนี้ในช่วงการเลือกตั้ง ยังมีพฤติกรรมที่ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่สามารถเอาผิดได้อีก คือ การอำนวยความสะดวกให้แก่คนต่างจังหวัดที่มาทำงานในเมืองหลวง เดินทางกลับบ้านเพื่อไปเลือกตั้งโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น ติดต่อกับคิวรถตู้ที่มีอยู่มากมายในกรุงเทพมหานคร ให้ขนคนกลับบ้าน  โดยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด  ซึ่งแน่นอนว่าประชาชนย่อมถือเป็นโอกาสที่จะได้กลับไปเยี่ยมญาติพี่น้องพร้อมไปกับการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง  และไม่ใช้เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงหากจะเลือกผู้สมัครที่ช่วยออกค่ารถและอาจจะมีเงินติดกระเป๋าเล็กๆ น้อยๆ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ   ซึ่งชาวบ้านเปรียบเทียบให้ฟังว่า เลือกคนที่ไม่ดีแต่ให้ประโยชน์ ก็ยังดีกว่าเลือกคนดี แต่ไม่เคยเสนอหน้ามาให้เห็น

               ๘.   ความสนใจในการติดตามข่าวสารการเมืองอยู่ในขอบเขตที่แคบ  การสนใจติดตามข่าวสารทางการเมืองของประชาชนมีทั้งช่องทางที่เป็นทางการผ่านสื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เคเบิ้ลทีวี  วิทยุชุมชน หอกระจายข่าว  และช่องทางที่ไม่เป็นทางการ เช่น การจับกลุ่มพูดคุยตามแหล่งชุมชน ร้านค้า ร้านกาแฟ วัด และตามบ้านเรือนของประชาชนเอง พบว่า โทรทัศน์เป็นสื่อที่เข้าถึงง่ายที่สุดเพราะมีลักษณะรวดเร็วทันที และมีทั้งภาพและเสียง ประกอบกับในปัจจุบัน มีการแข่งขันในด้านการเสนอรายการด้านข่าวและรายการสนทนาปัญหาบ้านเมืองจากสถานีช่องต่างๆ จำนวนมาก  เช่นเดียวกับวิทยุที่แม้ว่ารายการส่วนใหญ่เกี่ยวกับข่าวสารจะเป็นสถานีวิทยุที่ออกกระจายเสียงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร  แต่การเชื่อมโยงสัญญาณไปยังสถานีท้องถิ่น และวิทยุชุมชนมีมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม ความสนใจในด้านข่าวสารการเมืองก็ยังอยู่ในภาวะจำกัด  เนื่องจากรายการข่าว หรือรายการที่ให้เนื้อหาสาระ ยังต้องแข่งขันกับรายการบันเทิง ซึ่งได้รับความนิยมจากประชาชนมากกว่า  ในขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ มีการรายงานข่าวที่ช้ากว่า แต่จะเป็นประเด็นในการถกเถียงในสภากาแฟมากกว่า  ส่วนเคเบิ้ลทีวี เป็นสื่อที่จำกัดผู้ชมที่ต้องมีฐานะในระดับหนึ่งหรือจำกัดอยู่ในสังคมเมือง  แต่ก็เป็นสื่อที่เข้าถึงอารมณ์ทางการเมือง ในขณะที่วิทยุชุมชนมีลักษณะการเสนอข่าวสารที่ไม่จำกัดตนเอง  เช่นเดียวกับเคเบิ้ลทีวี แต่ก็มีรัศมีของการเผยแพร่กระจ่ายข่าวสารข้อมูลได้ในวงจำกัด   ส่วนหอกระจายข่าวแทบจะไม่ต้องพูดถึงมาก  เพราะจะเป็นการประกาศและถ่ายทอดข่าวจากทางราชการเสียเป็นส่วนใหญ่
 การสนใจติดตามข่าวสารในช่องทางที่ไม่เป็นทางการ เช่น การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของประชาชนตามบ้านเรือน แหล่งชุมชน ร้านค้า ร้านกาแฟ มีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่  ขึ้นอยู่กับระดับความสนใจและระดับความตื่นตัวทางการเมืองและการกล้าแสดงออกของบุคคลที่ไม่เหมือนกัน    เช่น คนในภาคใต้จะมีวัฒนธรรมของการถกเถียงแดสงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างเปิดเผยมากกว่าภาคอื่น ๆ   การจับกลุ่มคุยเรื่องราวทางการเมืองที่เกิดขึ้นในรอบวันที่ผ่านมา  จะปรากฏตามร้านค้า ร้านกาแฟยามเช้า ซึ่งนำไปสู่การได้รับข่าวสารทางการเมืองและมีความเข้าใจทางการเมืองเพิ่มขึ้น ในขณะที่ในพื้นที่อื่น ๆ การพูดคุยประเด็นทางการเมืองอาจมีความระมัดระวังสูงกว่า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองที่มีอำนาจ  ผู้ปกครองประเทศ ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น  ทั้งนี้ เพราะความไม่แน่ใจว่ากลุ่มที่ร่วมสนทนาเป็นภัยต่อตนเองหรือครอบครัว หรือเป็นผลเสียต่อธุรกิจการงานของตนได้  สภาพดังกล่าวเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ ไม่เว้นแม้กระทั่งกรุงเทพมหานคร

              ๙.  การเมืองเป็นเรื่องไกลตัว เมื่อเลือกผู้แทนแล้ว การทำการเมืองเป็นเรื่องของผู้แทน ไม่ใช้เรื่องของชาวบ้าน   วัฒนธรรมทางการเมืองแบบเพิกเฉย  โดยประชาชนจะสนใจมีส่วนร่วมทางการเมืองเฉพาะในวันเลือกตั้ง  หลังจากการเลือกตั้ง กิจกรรมทางการเมืองต่าง ๆ ถูกจำกัดในขอบเขตของนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเท่านั้น  เช่น การออกกฎหมาย การพิจารณางบประมาณ การตั้งกระทู้ถาม  โดยประชาชนเห็นว่าเป็นหน้าที่ที่มอบหมายไปให้แก่ผู้แทนราษฎรแล้ว   ดังนั้น นโยบายสาธารณะต่างๆ ที่ออกมา จึงเป็นนโยบายที่มาจากกลุ่มชนชั้นสูง (Elite) ในสังคม  ได้แก้กลุ่มนักการเมือง นักธุรกิจ ข้าราชการระดับสูง  มากกว่าที่จะเป็นนโยบายที่มาจากการนำเสนอจากประชาชนรากหญ้า  โดยอาจมีบ้างที่ประชาชนมีการรวมตัวรวมกลุ่มเพื่อปกป้องประโยชน์ เช่น ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวข้องกับที่ทำกิน  หรือราคาผลิตผลทางการเกษตร  แต่ก็เป็นประเด็นเฉพาะครั้ง  และผ่านกระบวนการกำกับตรวจสอบการทำงานฝ่ายการเมืองที่เกิดขึ้นจากซีกของประชาชนแทบเป็นศูนย์   ไม่มีการติดตามการทำงานของผู้แทนราษฎรในพื้นที่   ไม่มีความสนใจว่าผู้แทนที่เข้าไปทำหน้าที่ในสภา จะมีการอภิปรายในเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์สักกี่ครั้ง       จะมีการตั้งกระทู้ถามถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนสักกี่รอบ  หรือแสดงยุดยืนในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนมากหรือน้อยเพียงไร  ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้แทนกับประชาชนเป็นความสัมพันธ์ทางการเมืองเฉพาะในช่วงการเลือกตั้งเท่านั้น   

               ๑๐.  การมีส่วนร่วมทางการเมืองอยู่ในระดับจำกัด   ในประการสุดท้ายของวัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชนไทยกับการเลือกตั้ง คือ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนยังอยู่ในระดับจำกัด   การร่วมมือในการสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง การแจ้งเบาะแส  ร่วมมือในการเป็นพยานเพ่อเอาผิดกับนักการเมืองที่ทุจริต  เป็นสิ่งที่พบเห็นได้น้อยมากในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง  โดยการสะท้อนถึงความเอาจริงเอาจังมากที่สุดจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ ๑๙ เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๑๕๓๕  หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ  ซึ่งนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการองค์กรกลางการเลือกตั้ง ทำหน้าที่สอดส่องดูแลการเลือกตั้งคู่ขนานไปกับการจัดการเลือกตั้งของกระทรวงมหาดไทย   และการเลือกตั้งวุฒิสภา เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๓  ซึ่งเป็นการเลือกตั้งวุฒิสภาครั้งแรกของไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐  และเป็นการทำงานครั้งแรกของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งทั้งสองครั้งที่กล่าวมา  ประชาชนให้ความสนใจและมีส่วนร่วมทางการเมืองค่อนข้างมาก   ทั้งในด้านการแจ้งเบาะแส การเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง  ไปจนถึงการกล้าอาสาเป็นพยานในการเอาผิดนักการเมืองที่ทุจริต  แต่หากพิจารณาถึงปรากฏการณ์การมีส่วนร่วมที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน  มีลักษณะที่ถอยหลังลง  โดยการร้องเรียนต่าง ๆที่มีถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งจะเป็นการร้องเรียนแบบบัตรสนเท่ห์   ไม่มีการแจ้งชื่อที่อยู่เพื่อการติดต่อกลับ   ไม่พร้อม หรือไม่ร่วมมือในการเป็นพยาน   การร้องเรียนส่วนใหญ่เป็นการเตรียมการโดยฝ่ายการเมืองที่มุ่งเอาผิดต่อฝ่ายตรงข้าม  มากกว่าที่จะมาจากความตื่นตัวของประชาชน  ซึ่งอาจเป็นผลมาจากท่าทีในการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดที่สอง ที่ไม่สามารถสร้างความเชื่อถือศรัทธาให้แก่ประชาชน จนประชาชนขาดความไว้วางใจในการให้ความร่วมมือแจ้งเบาะแส  เพราะเกรงกลัวว่าข้อมูลที่แจ้งจะไม่เป็นความลับ และนำไปสู่อันตรายต่อตนเองหรือครอบครัวได้  ดังนั้น วัฒนธรรมแบบนิ่งเฉย พูดไปสองไพเบี้ย  นิ่งเสียตำลึงทอง จึงยังเป็นด้านหลักของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนไทยในการเลือกตั้งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

บทสรุป
          เรื่องของวัฒนธรรมแยกไม่ออกจากวิถีชีวิตความเป็นอยู่ สภาพสังคม  สภาพเศรษฐกิจและการอบรมกล่อมเกลาทางสังคมที่ผ่านมาตลอดชีวิต  ในเมื่อสังคมไทยยังเป็นสังคมอุปถัมภ์ ประชาชนขาดความเท่าเทียม ต้องพึ่งพาอาศัยผู้มีสถานะทางสังคมที่สูงกว่า  คนมีเงินสามารถใช้เงินให้เกิดประโยชน์ในด้านความนิยมให้แก่ตนเองได้  และวิถีชีวิตที่มุ่งประโยชน์เฉพาะตน ประโยชน์เฉพาะหน้า จึงเป็นการยากที่จะเห็นวัฒนธรรมทางการเมืองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่สอดรับกับแนวคิดการปกครองแบบประชาธิปไตย ยากที่มุ่งหวังให้ไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในช่วงระยะเวลาอันใกล้   ยากที่จะให้ประชาชนมีความตื่นตัวลุกขึ้นมาตรวจสอบนักการเมือง พรรคการเมือง  โดยคงยังปล่อยให้การเมืองอยู่ในวังวนแห่งอำนาจ  เป็นสมบัติผลัดกันชม ระหว่างนักการเมืองซึ่งเป็นชนชั้นสูงในสังคมเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม  ผู้เขียนหวังว่า การสะท้อนถึง ทศลักษณะที่เป็นจริงของวัฒนธรรมทางการเมืองในด้านการเลือกตั้ง จะมีส่วนช่วยให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้นำไปเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนต่อไปในอนาคต และเมื่อถึงวันนั้น สังคมไทย การเมืองไทย คงดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

กลอนต้อนรับ ศุกร์ 13 ก.ค. 55 ฝันหวานของใคร

Overcome นายกปู ทูเขมร
ส่วนเฝ้าเวร ประเทศไทย ใช้เฉลิม
ก่อแก้วขู่ ศาลรัฐ อย่างเหิมเกริม
หน้าเดิมๆ ร่วมออก นอกหน้ากัน
ศาลตัดสิน อย่างไร ก็ใช่เรื่อง
อย่าให้เคือง แตกต่าง จากธงฉัน
ถ้ายกฟ้อง ร้องผิด สนิทกัน
ถ้าศาลฟัน ฉันผิด ศาลผิดเอง
ประเทศไทย ของใคร ใครรู้ไหม
ใครยิ่งใหญ่ หลีกไป ให้ไกลเหวง
อำนาจศาล จิ๊บๆ หยิบมือเอง
จะไปเกรง ทำไม ขัดใจจัง
แค่ข่มขู่ หน่อยๆ ก็กร่อยแล้ว
ไม่ต้องแม้ว เอ่ยปาก หรือโฟนสั่ง
แดงสะพรั่ง ฟังนกหวีด รวมกำลัง
เป็นไงชั่ง มันประไร ใครจะแคร์
ศุกร์สิบสาม ฝันหวาน ใครหวานบ้าง
จะฝันค้าง ฝันกลางวัน ฝันจะแก้
ฝันนรก ฝันสวรรค์ ฝันปรวนแปร
ฝันแน่ๆ ฝันกลับ ประเทศไทย
ฝันปรองดอง ฝันว่าน้อง จะพากลับ
ฝันว่านับ เงินคืน จนไม่ไหว
ฝันพ้นผิด ไม่ติดคุก ที่เมืองไทย
ฝันแดนไกล ฝันต่อไป ฝันกลางวัน
หากยังเดิน ยุทธศาสตร์ พาชาติล่ม
ปลุกระดม คนในชาติ ไม่สร้างสรรค์
ยุให้ไทย ฆ่าฟัน กันและกัน
จะเมื่อนั้น เมื่อไหน ไม่ได้คืน
จะปรองดอง ต้องจริงใจ ใช่ในคด
ให้ปรากฏ ทั้งพูดทำ ใช่ขัดขืน
อ้างแต่เสียง ข้างมาก ยากคบคืน
ตื่นเถอะตื่น อย่าได้ฝัน กันข้างเดียว

โพสท์ใน การเมืองเรื่องเบาเบา | ติดป้ายกำกับ , | ใส่ความเห็น